“ฮั่วเซ่งเฮง” ประเมินราคาทองคำปี 69 ปรับขึ้นเป็นปีที่ 4 แม้ไม่ร้อนแรงเท่าปี 68 คาดทองโลก 4,770–5,200 ดอลลาร์ ขณะที่ทองไทยมีโอกาสแตะ 70,000–76,200 บาทต่อบาททองคำ แรงหนุนดอกเบี้ยขาลง เงินทุนไหลเข้า ETF กระแสลดพึ่งพาดอลลาร์ แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก แนะนักลงทุนทยอยสะสม เลี่ยงไล่ราคาช่วงสูง นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า ทองคำในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มสูงที่ราคาจะปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แต่อาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นร้อนแรงมากเหมือนปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ราคาทองคำโลกให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในรอบ 46 ปี โดยราคาทองโลกเมื่อต้นปีอยู่ที่ 2,632 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ก่อนที่จะปรับขึ้นสู่ระดับ 3,000 ดอลลาร์ฯ ในเดือนมีนาคม และเพียง 7 เดือนถัดมา ราคาพุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์ฯ ในเดือนตุลาคม 
ก่อนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ในช่วงปลายปีที่ระดับ 4,531 ดอลลาร์ฯ (เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568) ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 70% ขณะที่ราคาทองคำภายในประเทศสร้างสถิติสูงสุดใหม่ที่ 67,400 บาทต่อบาททองคำ (เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568) โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 59% ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาทองคำในปี 2568 พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง มาจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ‘ทรัมป์ 2.0’ โดยเฉพาะแนวคิดการใช้มาตราการภาษีตอบโต้ทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งสร้างความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก เพิ่มความเสี่ยงของสงครามการค้ารอบใหม่ และทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนจึงหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายที่คาดเดาได้ยาก ปี 2568 ยังเป็นปีที่เห็นแรงซื้อทองคำขนาดใหญ่จากผู้เล่นแทบทุกกลุ่มในตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงและเก็งกำไร เม็ดเงินมหาศาลจากกองทุน ETF ทองคำ หลังจากก่อนหน้านี้เงินไหลออกอย่างต่อเนื่องหลายปี รวมถึงธนาคารกลางทั่วโลกที่เร่งเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองเพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ฯ แรงซื้อที่กระจายตัวและมีขนาดใหญ่เช่นนี้ ทำให้โครงสร้างอุปสงค์ทองคำแข็งแกร่งกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา และกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง จนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน ‘ทองคำ’ ปี 2569 ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ,กองทุน ETF ทองคำ ,กระแสลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ฯ (De-dollarization) ,ผู้เล่นรายใหม่ในตลาดทองคำ ประธานเฟดคนใหม่ หนุนดอกเบี้ยขาลง ทรัมป์มีแผนจะประกาศชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ในช่วงต้นปี 2569 โดยตัวเต็ง 3 คน ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย ได้แก่ เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ,เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟดสายเหยี่ยว และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟดปัจจุบัน ทั้งนี้ ตัวเต็งทุกคนล้วนแล้วแต่สนับสนุนนโยบายการลดดอกเบี้ยในเชิงรุก โดยเฉพาะวอลเลอร์ที่เคยส่งสัญญาณชัดเจนว่าควรลดดอกเบี้ยรวมราว 0.50-1.00% ขณะที่เควิน แฮสเซตต์ แม้ถูกมองว่าเป็นเต็งหนึ่ง แต่ก็อาจเผชิญแรงต้านจากผู้ใกล้ชิดของทรัมป์ ไม่ว่าประธานเฟดคนใหม่จะเป็นใครก็ตาม ตลาดคาดว่าแนวนโยบายการเงินของเฟดภายใต้ประธานคนใหม่จะมีความผ่อนคลายมากกว่ายุคของ เจอโรม พาวเวล ซึ่งจะครบวาระในเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มีแนวโน้มอยู่ในทิศทางขาลงต่อเนื่องอย่างน้อยในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศชั้นนำอื่น ๆ ส่วนใหญ่เริ่มยุติวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงแล้ว ยกเว้นธนาคารกลางอังกฤษ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มแคบลง และเพิ่มแรงกดดันให้เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่า ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำ ปี 2568 ถือเป็นปีที่กองทุน ETF ทองคำ กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทองคำอีกครั้ง หลังจากที่เม็ดเงินไหลออกต่อเนื่องถึง 4 ปี โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 712.6 ตัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์หลักของนักลงทุนสถาบัน และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง สำหรับปี 2569 คาดว่า กองทุน ETF ทองคำจะยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด เนื่องจากผู้จัดการกองทุนระดับโลกหลายรายแนะนำให้มีทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น James Dimon CEO ของ JPMorgan หรือ Mike Wilson CIO ของ Morgan Stanley อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงที่อาจมีเม็ดเงินไหลออกเป็นระยะ จากการขายทำกำไรและการปรับพอร์ต หลังจากราคาทองคำปรับขึ้นมาแรง ซึ่งอาจทำให้ราคาผันผวนในบางช่วง กระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ หนุนแรงซื้อจากธนาคารกลาง ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา การที่ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำมากกว่า 1,000 ตันต่อปี ติดต่อกันถึง 3 ปี ทำให้ความต้องการทองคำจากภาคธนาคารกลางเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของอุปสงค์ทองคำโลก และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา สำหรับปี 2568 แม้แรงซื้ออาจชะลอลงบ้าง โดยในช่วง 11 เดือนแรกมีการเข้าซื้อไปแล้ว 686 ตัน และคาดว่าปริมาณการซื้อตลอดทั้งปีอาจอยู่ที่ 850 ตัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก และสะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกลางยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดทองคำ สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกจะยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม เช่น ธนาคารกลางจีนที่เข้าซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ธนาคารกลางโปแลนด์ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทองคำเป็น 30% ของทุนสำรอง ธนาคารกลางเซอร์เบียมีแผนเพิ่มทองคำอย่างน้อย 100 ตัน ภายในปี 2573 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ฯลฯ ทั้งนี้ เนื่องจากหลายประเทศแสดงความกังวลต่อการด้อยค่าของสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะดอลลาร์ฯ ที่นับวันความน่าเชื่อถือลดน้อยลงจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ แทรกแซงการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของข้อมูลทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพิมพ์ธนบัตรจำนวนมากเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน ผู้เล่นรายใหม่จากโลกดิจิทัล เสริมสร้างตลาดทองคำ นอกจากนักลงทุนรายย่อย กองทุน ETF ทองคำ และธนาคารกลางทั่วโลกแล้ว ปีนี้ตลาดทองคำยังได้เห็น “ผู้เล่นรายใหม่” จากฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น สะท้อนว่าทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ของโลกการเงินแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่กำลังถูกเชื่อมโยงเข้ากับโลกคริปโทและเงินดิจิทัลอย่างชัดเจน Tether ผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ของโลกอย่าง USDT และโทเคนทองคำ Tether Gold (XAUt) โดยในช่วงไตรมาส 3 เข้าซื้อทองคำมากถึง 26 ตัน ทำให้ปริมาณทองคำสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 116 ตัน กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุดนอกกลุ่มธนาคารกลาง และมีขนาดใกล้เคียงกับประเทศขนาดกลางอย่าง เกาหลีใต้ ฮังการี หรือกรีซ การเข้ามาของ Tether จึงช่วยขยายฐานผู้ซื้อทองคำ และเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่ทำให้ตลาดทองคำในรอบนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เป้าหมายและกลยุทธ์การลงทุนทองคำ ปี 2569 ประเมินว่า เป้าหมายราคาทองโลกปี 2569 ฮั่วเซ่งเฮงให้ไว้ที่ 4,770-5,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ราคาทองภายในประเทศอยู่ที่ระดับ 70,000-76,200 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ) กลยุทธ์การลงทุน การลงทุนระยะยาว ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีในพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมือง แนะนำกลยุทธ์ทยอยสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนหรือ DCA (Dollar-Cost Averaging) โดยอาจทยอยสะสมทุกเดือนในจำนวนเงินเท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน ทั้งเป็นการสร้างวินัยการออมและการลงทุน การลงทุนระยะสั้น แม้ว่าปีหน้าราคาทองโลกยังคงเป็นขาขึ้น แต่การไล่ซื้อในช่วงที่ราคาสูงจะทำให้มีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย ดังนั้น หากนักลงทุนวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ตั้งแต่ก่อนเข้าซื้อ พร้อมกับรักษาวินัยการลงทุน จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำกำไร 
|