MTS ประเมินราคาทองคำโลกแตะ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ภายในไตรมาส 1/69 แนะทยอยลงทุน ส่วนเรื่องควบคุมทองคำ เผยหารือกับธปท.ต่อเนื่อง วอนอย่าเอาระบบภาษีมาคุม แนะจัดโครงสร้างใหม่ และ ทำแพลตฟอร์ม เพื่อเปลี่ยนการซื้อขายไปอยู่ในรูปแบบดอลลาร์ เชื่อลดผลกระทบบาทแข็งค่าได้ 60-70%
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่ม บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก(MTS Gold) เปิดเผยในงาน ทิศทางโลก ทิศทางไทย : Global Dynamics and Thailand's Future ในหัวข้อ "เจาะลึกทิศทางการลงทุน ทองคำ หุ้น และ คริปโตฯ ในยุคแห่งความไม่แน่นอน" ว่า ในปี 2568 ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงครึ่งปีแรกเจอมาตรการภาษีสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 30% ส่วนในครึ่งปีหลังสิ่งที่โดดเด่น คือ การลดดอกเบี้ยของเฟด ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 35% ทำให้ปี 2568 ราคาทองคำให้ผลตอบแทน 65% ในรูปของดอลลาร์สหรัฐต่อไทยออนซ์ และ ทำสถิติสูงสุดไปทั้งสิ้น 54 ครั้งในทองคำของตลาดโลก และ ทองไทยที่ถือในรูปสกุลเงินบาท ให้ผลตอบแทน 53% ซึ่งถือว่าตามกันมาติดๆ เพราะฉะนั้น ปัจจัยในปีที่แล้วยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ ส่งผลให้ราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และ คาดว่า ปี 2569 ราคาทองคำยังคงร้อนแรง และ โดดเด่นต่อไป โดยเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ คือ การที่ภาครัฐจะเข้ามาควบคุมธุรกรรมทองคำ เนื่องจากส่งผลกระทบทำให้เงินบาทแข็งค่า นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า ในช่วงแรกบริษัทมีการศึกษาในเรื่องของทองคำกับเงินบาทพบว่า ทองคำไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินบาท แต่ถ้าจะเกี่ยวข้องกันก็อาจมีผลในระยะสั้น ซึ่งประเทศไทยอุตสาหกรรมค้าทองคำโดดเด่น และ ดีที่สุดในโลก เพราะมูลค่าการซื้อขาย การเทรดดิ้ง ประเทศไทยชนะเกือบทุกแห่ง เนื่องจากประเทศไทยมี Infrastructure ที่ดีมาก มีร้านทองเยอะเป็นอันดับ 2 ของโลก และ เห็นผู้ประกอบการพัฒนาไปสู่ดิจิทัลออนไลน์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และ ทองคำยังเป็นที่นิยมของคนไทยทั้งการสวมใส่ และ การลงทุน "ใน 20 ปีก่อน คนที่เข้ามา 100 คน จะซื้อแต่สร้อย แต่ในช่วง 5 ปีหลังมาจะซื้อทองแท่งมากกว่า และ กระแสในโลกตอนนี้ทองรูปพรรณคนก็นิยมน้อยลง และ ไปให้ความสำคัญกับทองแท่งมากขึ้นเช่นกัน แล้วกลับมาดูว่าทองไปกระทบต่อบาทยังไง อย่าลืมว่าถ้าทองหมุนเวียนในประเทศธรรมดา มันก็จะไม่ยุ่งกับค่าเงินบาท ไม่ต้องนำเข้า ส่งออก แต่พอมีวอลุ่มมากขึ้น จนปีที่แล้วมียอดวอลุ่มเข้ามา 10 ล้านล้านบาท ดังนั้น ส่วนหนึ่งก็มากระทบ จากการศึกษาของธปท. จะกระทบในระหว่าง 30% หรือ ในบางเคสกระทบ 55% ในบางวันที่ราคาทองพุ่งขึ้นมาก โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่ที่ซื้อขายเป็นเงินบาท"นพ.กฤชรัตน์ 
อย่างไรก็ตาม ในสิ่งที่พยายามพูดคุยมาโดยตลอด คือ การปรับโครงสร้างของประเทศ ไม่ใช่ไปปรับในเรื่องของภาษี หรือ ไปควบคุมบางอุตสาหกรรม เพราะการที่อุตสาหกรรมเติบโตได้ดีเป็นสิ่งที่ต่อคนไทย และ ทั้งอุตสาหกรรม เพียงแต่ว่าโครงสร้างเดิมมาจากการซื้อขายตู้แดง เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะไม่ให้กระทบกับค่าเงินบาทก็ คือ จะพยายามเคลื่อนย้ายทุกคน หรือ คนส่วนใหญ่ไปสู่เทอมของดอลลาร์สหรัฐ เพราะประเทศอื่นๆ ซื้อขายอยู่ในเทอมดอลลาร์ ซึ่งจะไม่กระทบ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การที่วางแอปพลิเคชั่นบนเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยเป็นรายแรก ซึ่งที่ผ่านมามีวอลุ่มที่สูงมาก และ ไม่กระทบต่อไทยบาทเลย นอกจากนี้ ทางสมาคมผู้ค้าทองคำมีมุมมองร่วมกันว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่ไทยเทรดทองคำเป็นดอลลาร์ได้ แล้วสำหรับรายย่อยประชาชนทั่วไปแน่นอนว่าเก็บเป็น Physical ซึ่งการที่จะเป็น Physical ก็ต้องเทิร์นเป็นบาทแน่นอน แต่ว่าจะไม่กระทบมากขนาดนี้ ซึ่งพบว่าจากแพลตฟอร์มนี้คนอยู่เป็นจำนวนมาก และ คนที่ไถ่ถอนออกมาก็มีปริมาณที่น้อยมากประมาณ 1% เพราะการที่จะนำทองออกมาต้องมีที่จัดเก็บ พอทุกคนมีความมั่นใจในแอปพลิเคชั่น ก็ทิ้งไว้อยู่ในนั้น แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะถอนได้ทุกเมื่อเช่นกัน อันนี้จึงเป็นสิ่งที่ทางกลุ่มสมาคมค้าทองคำ และ ผู้นำเข้าส่งออกรายใหญ่ของประเทศพยายามหารือกับธปท.ว่า ต้องจัดโครงสร้างใหม่ ถ้าทุกคนพร้อมใจกันทำแพลตฟอร์มแล้วเปลี่ยนการซื้อขายลงทุนไปอยู่ในรูปแบบดอลลาร์ จะลดการกระทบของเงินบาทไปมากกว่า 60-70% "ทุกวันนี้คุยกันทุกวัน เราพยายามอยากให้ภาครัฐมองว่า เราเอกชนแข็งแรงแล้ว อุตสาหกรรมมันดีแล้ว อย่า Implement เรื่องระบบภาษี เพราะถ้าทำจะส่งผลให้ตลาดไม่โต ก็เหมือนกับตลาดหุ้น ถ้าเจอเรื่องภาษีเข้าไป ตลาดหุ้นไปก่อนเลย ซึ่งเราพยายามสื่อสารกับภาครัฐ เพราะมุมมองขแงภาครัฐไม่ได้ทำธุรกิจ ก็จะเห็นแต่สิ่งที่มากระทบตัว รัฐจะบอกว่า ฉันมีดาบอยู่ 2 เล่ม ดาบเล่มหนึ่ง คือ ภาษี ดาบอีกเล่มหนึ่ง คือ เงินที่ผ่านมาสะอาดหรือเปล่า หรือ เป็นเงินเทา เรามีระบบ KYC มีปปง. เราควบคุมทั้งหมดตั้งแต่ปากทางเข้า เราไม่ต้องการเงินสกปรก แต่ถ้ามีระบบหมุนเวียนเหมือนตลาดหุ้นมันจะไม่ดีได้อย่างไร"นพ.กฤชรัตน์ กล่าว สำหรับราคาทองคำในปี 2569 นพ.กฤชรัตน์ ระบุว่า ตอนนี้มีหลายฝ่ายประเมินไว้ 4,700 ไปถึงมากกว่า 5,000 ดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์ และ จะเกิดขึ้นภายในไตรมาส 1 หรือ ไตรมาส 2 ส่วนจังหวะในการลงทุนหลังจากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นแนะนำว่าแบ่งพอร์ตการลงทุนเป็น 10 ส่วน 15 ส่วน 20 ส่วน และ เข้าทีละส่วน เพราะตอนนี้ราคาทองสูงแล้ว แต่ว่าการสูงของทองคำก็ยังไม่ได้สูงแบบน่ากลัว ดังนั้น ถ้าในเชิงที่เรียกว่าการกระจายความเสี่ยงเป็นเทอม แทนที่จะเอาเงินทั้งก้อนเข้าทีเดียวทยอยเข้าทุกครั้งที่ราคาตกลงมา โดยทองคำเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว หรือ กลางมากกว่า 3 เดือนขึ้นไปแนะนำว่าซื้อได้ แต่ถ้าเป็นนักเก็งกำไรต้องรู้จักจังหวะและโอกาส เพราะตอนนี้ขึ้นมาเร็วและแรง "ทองคำในโลกยุคใหม่เหวี่ยงวันละ 100 เหรียญเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมาก แต่ถ้าเมื่อ 2 ปีก่อนจะไม่เคยเห็นเลย แสดงว่า Digital Asset ที่สมบูรณ์แบบ และ เข้ามาในทุกกลุ่มแล้ว โดยโลกมีการเปลี่ยนไปเมื่อ 4 ปีก่อน หลังจากที่รัสเซียถูดยึดเงินทำให้โลกมองว่า สินทรัพย์ใดที่จะปลอดภัย และ มั่นคงแทนดอลลาร์ได้ ซึ่งแน่นอนไม่ได้หมายความว่าจะเลิกใช้ดอลลาร์ ธนาคารกลางจากทั่วโลกเก็บทองคำมากขึ้นมากกว่าในอดีต 10-20% จากอดีต 1-2% โดยในช่วง 3 ปีจะเห็นว่าธนาคารกลางของทุกแห่งในโลกซื้อทองคำปีละ 1,000 ตัน และ เชื่อว่าจะมีการสำรองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ระยะยาวเก็บเป็นทองคำดีที่สุด"นพ.กฤชรัตน์ กล่าว 
|