
ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเกิดขึ้นมาเพื่อท้าทายอำนาจของสถาบันการเงินกระแสหลัก ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก เมื่อเทคโนโลยีทั้งสองมาบรรจบกัน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การ ‘ผสมผสาน’ แต่อาจเป็นการ Disrupt ครั้งใหญ่ที่อาจจะเปลี่ยนหน้าตาของโลกการเงินดิจิทัลอย่างสิ้นเชิง
รายงานจาก a16z Crypto ชี้ว่า ในปี 2568 บล็อกเชนสามารถรองรับธุรกรรมได้มากกว่า 3,400 รายการต่อวินาที หรือเติบโตกว่า 100 เท่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ขณะที่สเตเบิลคอยน์รองรับธุรกรรมมูลค่ากว่า 46 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เทียบเท่ากับปริมาณธุรกรรมของ Visa และ PayPal รวมกัน แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะคลื่นลูกใหม่ที่กำลังซัดเข้ามาคือ AI
บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจว่าหาก AI เข้ามา Disrupt วงการคริปโทอย่างเต็มตัว เราจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น และโลกการเงินดิจิทัลจะเปลี่ยนไปอย่างไรในแบบที่คาดไม่ถึง
สิ่งที่น่าตื่นตาที่สุดและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเงิน คือการที่ซอฟต์แวร์กลายมาเป็นผู้เล่นจริงในตลาดการเงิน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วยมนุษย์ตัดสินใจ แต่เป็นผู้ตัดสินใจและดำเนินการแทนมนุษย์อย่างสมบูรณ์
ในเดือนมีนาคม 2569 บริษัท Alchemy เปิดตัวระบบที่ตัวแทน AI ใช้ Wallet ของตัวเองเป็นทั้ง Identity และแหล่งชำระเงิน รับคำขอชำระเงิน HTTP 402 และเติมเงิน USDC บนเครือข่าย Base โดยอัตโนมัติผ่านโปรโตคอล x402 ของ Coinbase ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีมนุษย์แตะต้องเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่คือครั้งแรกที่ซอฟต์แวร์จ่ายเงินให้ซอฟต์แวร์ เพื่อดำเนินงานต่อ
แนวคิดที่เรียกว่า ‘DeFAI’ หรือการผนวก AI เข้ากับ Decentralized Finance กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของตลาด ตัวแทน AI สามารถตรวจสอบ Liquidity pool หลายพันแห่งบน Ethereum, Solana และ Layer 2 ต่างๆ พร้อมกัน ประเมินความเสี่ยง จัดสรรทุน และ Rebalance portfolio ในเวลาไม่ถึงวินาที ในแบบที่มนุษย์ไม่มีทางทำได้
ตัวเลขจาก CoinGecko ชี้ว่าโทเคนที่เกี่ยวข้องกับ AI agent มี Market cap รวมกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีโปรเจกต์ในหมวด AI มากกว่า 550 โปรเจกต์บน Blockchain แล้วในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มมองว่า AI กับคริปโทเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แยกกันไม่ออก
a16z Crypto คาดการณ์ว่าโปรโตคอล x402 กำลังกลายเป็นกระดูกสันหลังทางการเงินสำหรับ Autonomous AI agents ช่วยให้พวกมันชำระค่า API เล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าถึงข้อมูล และชำระการตอบแทนบริการโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ซึ่ง Gartner ประเมินว่าเศรษฐกิจนี้อาจมีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ตัวเลขนี้ใหญ่กว่า GDP ของสหรัฐอเมริกาและจีนรวมกัน
วงการคริปโทมีวัฏจักรที่คาดเดาได้มาเป็นเวลานานด้วย 4-Year Cycle เช่น เศรษฐกิจชะลอตัว → Fed ลดดอกเบี้ย → นักลงทุนรายย่อยเสี่ยงมากขึ้น → คริปโทพุ่ง แต่ AI กำลังทำลายวงจรนี้
The Coin Republic อธิบายว่าการเติบโตของ AI ในปี 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ Magnificent Seven (บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่) ยังคงเติบโตได้แม้ในภาวะที่ภาคส่วนอื่นชะลอตัว ทำให้ Fed ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ย วัฏจักรปกติของคริปโทจึงถูก ‘ยืด’ ออกไปและเปลี่ยนรูปแบบ
แทนที่นักลงทุนรายย่อยจะแห่กลับมา เม็ดเงินส่วนใหญ่มาจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น BlackRock, Fidelity และ JPMorgan Chase ที่เข้ามาลงทุนในคริปโทผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีกฎระเบียบรองรับ ราคา Bitcoin ที่สูงแต่ไม่ได้มาจากกระแสความตื่นตัวแบบที่เคยเห็นในปี 2564
CoinDesk รายงานว่า กิจกรรมพัฒนา (code commits) ในโปรเจกต์บล็อกเชนลดลงราว 75% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ขณะที่จำนวนนักพัฒนาที่ยังคงทำงานในวงการลดลง 56% แม้ว่า GitHub โดยรวมจะเติบโตขึ้น 25% ในช่วงเดียวกัน สาเหตุสำคัญคือ AI ดึงดูดนักพัฒนาออกไป โดย repository ที่เกี่ยวกับ AI เพิ่มขึ้นกว่า 4.3 ล้านแห่ง และโปรเจกต์ generative AI มีผู้ร่วมพัฒนามากกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน
ผลที่ตามมาคือระบบนิเวศคริปโทเริ่มมีการรวมศูนย์มากขึ้น นักพัฒนาที่เหลืออยู่มีประสบการณ์มากกว่า 2 ปีและผลิต 70% ของ code ทั้งหมด แต่นักพัฒนาหน้าใหม่หายไปอย่างน่าใจหาย โครงการที่ยังอยู่รอดจะเป็นโครงการที่แข็งแกร่งจริงๆ ส่วนโครงการเล็กที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอก็จะถูกกลืนหายไปในกระแส
อีกหนึ่งในการ Disrupt ที่มืดหม่นที่สุดคือการที่ AI ถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรม รายงานของ TRM Labs ระบุว่าปริมาณธุรกรรมผิดกฎหมายในวงการคริปโทแตะระดับ 158 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบ 145% จากปีก่อนหน้า โดยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงคิดเป็นมูลค่าประมาณ 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ TRM Labs พบว่ากิจกรรมการฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพิ่มขึ้นราว 500% ในช่วงปีเดียว AI ช่วยให้มิจฉาชีพสร้าง deepfake ของบุคคลที่น่าเชื่อถือ สร้างความสัมพันธ์เสมือนจริงกับเหยื่อ และดำเนินการโจมตีหลายพันรูปแบบพร้อมกันโดยอัตโนมัติ สิ่งที่เรียกว่า ‘Synthetic Trust’ หรือความน่าเชื่อถือที่สังเคราะห์ขึ้นโดย AI กำลังกลายเป็นอาวุธใหม่
แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ Finextra รายงานว่าการรวม AI เข้ากับบล็อกเชนช่วยสร้างระบบตรวจจับการฉ้อโกงที่แม่นยำยิ่งขึ้น AI algorithms ที่ฝึกฝนบนข้อมูลบล็อกเชนสามารถตรวจจับรูปแบบที่ผิดปกติได้ทันที ก่อนที่ธุรกรรมจะเสร็จสิ้น
ระบบ AI สำหรับรักษาความปลอดภัยใหม่ไม่ได้แค่ตรวจสอบธุรกรรมเดี่ยวๆ แต่วิเคราะห์พฤติกรรมข้ามโปรโตคอล ข้ามเชน และสัมพันธ์กับข้อมูลภายนอกบล็อกเชน เช่น ข่าวสาร สัญญาณทางสังคม และรูปแบบการใช้งาน wallet ในอดีต เป็นสิ่งที่ระบบความปลอดภัยรุ่นเก่าไม่มีความสามารถทำได้
สำหรับผู้ที่ตั้งใจก่ออาชญากรรม บล็อกเชนมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ AI ไม่สามารถลบล้างได้ นั่นคือธุรกรรมทุกรายการถูกบันทึกอย่างถาวรและตรวจสอบได้สาธารณะ แม้ว่า AI จะเร่งการฉ้อโกง แต่มันก็ไม่สามารถลบรอยเท้าดิจิทัลได้อยู่ดี
การ Disrupt ของ AI ในวงการคริปโทไม่ใช่เรื่องของ ‘ถ้า’ อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ ‘เร็วแค่ไหน’ สิ่งที่เราได้เห็นและจะเห็นต่อจากนี้ไม่ใช่แค่การทำงานเร็วขึ้นหรือถูกลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนทัศน์ที่ลึกซึ้ง
เราอาจจะได้เห็นตัวแทน AI ที่เป็นนักลงทุน ผู้โหวต และผู้จัดการความเสี่ยงพร้อมกัน เราจะเห็นเศรษฐกิจระหว่างเครื่องจักรที่มีมูลค่าหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ เราจะเห็นการกำกับดูแลที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงผ่าน DAO ที่มี AI เป็นตัวแทน และเราจะเห็นการต่อสู้ระหว่าง AI ที่ป้องกันกับ AI ที่โจมตี
Mrityunjay Prajapati CTO ของ Kalp Foundation กล่าวไว้ว่า “เมื่อระบบ AI เริ่มเคลื่อนย้ายทุนโดยอัตโนมัติ การมองเห็นกระบวนการสำคัญกว่าการควบคุม” นั่นคือกุญแจสำคัญ ในโลกที่ AI ครองวงการคริปโท ผู้ที่จะอยู่รอดได้ไม่ใช่ผู้ที่เร็วที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถ ‘มองเห็น’ และ ‘เข้าใจ’ ว่าระบบอัตโนมัติเหล่านั้นกำลังทำอะไรอยู่
สำหรับนักลงทุนรายย่อย นักพัฒนา และผู้กำกับดูแล คำถามไม่ใช่ว่าจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร แต่เป็นว่าจะเตรียมตัวอย่างไรให้ทันก่อนที่คลื่นจะซัดมาถึง เพราะโลกของ AI กับคริปโทที่รวมเป็นหนึ่งเดียวนั้น ไม่มีสัญญาณถอยกลับ
บทความโดย www.bitkub.com
อ้างอิง: Bitkub Blog, a16z Crypto, CoinDesk, The Coin Republic, CoinMarketCap
คำเตือน:
– คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
– ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต
– ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอการลงทุนหรือการจัดการใด ๆ ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เนื้อหาข้างต้นเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มของราคาโดยใช้ข้อมูลในอดีตและเครื่องมือวิเคราะห์ อาจมีการคลาดเคลื่อนได้ นักลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย