
ตัวตนของ Satoshi Nakamoto กลับมาเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันในโซเชียลอีกครั้ง หลังจากสำนักข่าว The New York Times รายงานว่า Adam Back ผู้ก่อตั้ง Blocksteam นั้นเป็น ‘ผู้สร้าง Bitcoin’
บทวิเคราะห์ดังกล่าวได้อ้างอิงทั้งแนวคิด รูปแบบการเขียน และประวัติในวงการ cryptography มากมาย ที่เชื่อมโยงออกมาได้ว่า Adam Back นั้นเป็น Satoshi Nakamoto
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการ “ชี้ตัว” ผู้สร้าง Bitcoin เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2024 HBO ก็ได้เผยแพร่สารคดีที่ระบุว่า Peter Todd อาจเป็น Satoshi Nakamoto เช่นกัน แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ออกมาปฏิเสธ และหลักฐานที่นำเสนอก็ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง
ทำให้การตามหาตัว Satoshi ยังคงเป็นการตั้งสมมติฐานที่เปลี่ยนชื่อไปเรื่อย ๆ มากกว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจน และครั้งนี้ชื่อของ Adam Back ก็กลายเป็นคนล่าสุดที่ถูกผลักเข้าสู่ศูนย์กลางของการถกเถียงอีกครั้ง
แต่ในเมื่อชื่อของ Adam Back ถูกหยิบยกขึ้นมาแล้ว ก็อาจจะมีคนที่สงสัยว่าเขาเป็นใคร และหลักฐานที่ New York Times ใช้ในการชี้ไปที่เขานั้นมีอะไรบ้าง
โดยในบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ Adam Back ให้มากขึ้น พร้อมไล่ดูว่าหลักฐานที่เอามาอ้างอิงนั้นมีน้ำหนักเพียงใด และน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน
Adam Back เป็นนักเข้ารหัส (cryptographer) ชาวอังกฤษ และหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Cypherpunk รุ่นแรก ซึ่งเป็นกลุ่มนักพัฒนาที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ตและเงินดิจิทัลตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990
Back เกิดในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเริ่มสนใจในคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนจะศึกษาต่อด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และจบระดับปริญญาเอกด้าน distributed systems จาก University of Exeter ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของ Bitcoin
ผลงานที่ทำให้ Adam Back เป็นที่รู้จักมากที่สุด คือการสร้างระบบ “Hashcash” ในปี 1997 ซึ่งใช้แนวคิด Proof of Work (PoW) เพื่อป้องกัน spam และการโจมตีทางไซเบอร์ โดยระบบนี้บังคับให้ผู้ใช้งานต้องใช้พลังประมวลผลก่อนส่งข้อมูล ซึ่งแนวคิดดังกล่าวก็ถูกนำไปใช้เป็นกลไกหลักของ Bitcoin ในเวลาต่อมา
จากประวัติที่ผ่านมาของ Adam Back ทำให้เขาถูกมองว่า เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิด “เงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์” ร่วมกับบุคคลสำคัญในวงการ เช่น Wei Dai ผู้เสนอแนวคิด b-money, David Chaum ผู้พัฒนา DigiCash และ Hal Finney ผู้ที่เป็นหนึ่งในนักพัฒนา Bitcoin ยุคแรก ๆ
ในปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะมีการเปิดตัวบิตคอยน์ Adam Back เป็นคนแรกที่ได้รับการติดต่อจาก Satoshi Nakamoto โดยมีการแลกเปลี่ยนอีเมลเกี่ยวกับ Bitcoin whitepaper และแนวคิดที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเปิดตัว ซึ่งยิ่งทำให้เขาถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในบุคคลที่ใกล้ชิดกับ Satoshi มากที่สุด
ปัจจุบัน Adam Back เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Blockstream บริษัทที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Bitcoin ทั้งในด้านเทคโนโลยี Layer 2 ระบบการขุด และโซลูชันสำหรับองค์กร
โดย Blockstream ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนรายใหญ่ และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา ecosystem ของ Bitcoin ในระดับโลก
ด้วยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และบทบาทในวงการคริปโทมาอย่างยาวนาน ทำให้ Adam Back ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่ “มีคุณสมบัติครบถ้วน” ที่จะเป็น Satoshi Nakamoto แม้ว่าเจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ใช่ก็ตาม
บทวิเคราะห์ของ The New York Times ไม่ได้อ้างอิงเพียงหลักฐานเดียว แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลหลายมิติ ทั้งด้านเทคนิค ภาษา พฤติกรรม และประวัติในวงการ เพื่อเชื่อมโยง Adam Back เข้ากับตัวตนของ Satoshi Nakamoto
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “แนวคิดก่อนยุค Bitcoin” โดย Back เคยเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ตั้งแต่ช่วงปี 1997–1999 ซึ่งมีองค์ประกอบใกล้เคียงกับ Bitcoin อย่างมาก เช่น ระบบที่ไม่ต้องพึ่งตัวกลาง มีความเป็นส่วนตัว และใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์กระจายกันทำงานร่วมกัน
อีกหนึ่งหลักฐานสำคัญคือการที่ Back เป็นผู้สร้าง Hashcash ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบ Proof of Work ที่ถูกนำมาใช้ใน Bitcoin โดย Satoshi เองก็ได้อ้างอิงงานของ Back ใน Bitcoin whitepaper อย่างชัดเจน ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มีองค์ความรู้เพียงพอในการพัฒนา Bitcoin ได้
ในด้าน “ความเชื่อมโยงกับ Satoshi โดยตรง” Back เป็นหนึ่งในบุคคลแรกที่ Satoshi ติดต่อทางอีเมลก่อนการเปิดตัว Bitcoin ในปี 2008 โดยมีการพูดคุยเกี่ยวกับ whitepaper และแนวคิดทางเทคนิค ซึ่งสะท้อนว่าเขาอยู่ในวงใกล้ชิดกับผู้สร้าง Bitcoin ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ยังให้ความสำคัญกับ “รูปแบบการเขียน” โดยพบว่า การใช้คำบางคำ โครงสร้างประโยค และลักษณะทางภาษาที่คล้ายกัน รวมถึงรายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง การใช้คำเฉพาะ การเว้นวรรค หรือการใช้เครื่องหมายบางรูปแบบ เช่น proof-of-work และ burning the money ที่แทบไม่มีใครใช้นอกจากสองคนนี้
อีกทั้ง ยังมีพฤติกรรมการพิมพ์ที่ตรงกัน เช่น การเว้นวรรคสองเคาะหลังจบประโยค และการใช้คำอย่าง “it’s” กับ “its” แบบสลับกัน ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ลายเซ็นทางภาษา” ที่คล้ายกันอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์เชิงข้อมูลขนาดใหญ่จากข้อความใน mailing list และฟอรัมยุคแรก ซึ่งพบว่า Back เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีคำศัพท์และรูปแบบการสื่อสารตรงกับ Satoshi มากที่สุด เมื่อเทียบกับผู้ต้องสงสัยรายอื่น ๆ ในวงการเดียวกัน
ในมุมของ timeline ก็มีข้อสังเกตที่ถูกหยิบยกขึ้นมา โดยช่วงที่ Satoshi เคลื่อนไหวในชุมชน Bitcoin อย่างต่อเนื่องนั้น Back กลับไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นในฟอรัม และเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังจากที่ Satoshi หายตัวไปในปี 2011 ซึ่งก็ถือว่าเป็นความสอดคล้องที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม แม้หลักฐานทั้งหมดจะดูมีน้ำหนัก แต่ก็ยังคงเป็นเพียงการเชื่อมโยงจากการกระทำที่คล้ายคลึงกันเท่านั้น และยังไม่มีหลักฐานใดที่สามารถยืนยันตัวตนของ Satoshi Nakamoto ได้อย่างชัดเจน โดยหลักฐานที่ชุมชนยอมรับจริงยังคงเป็นเพียงการเคลื่อนไหวของ private key จากกระเป๋า Bitcoin ของ Satoshi เท่านั้น ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยเกิดขึ้น
หลังบทวิเคราะห์ของ The New York Times ถูกเผยแพร่ Adam Back ก็ได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนผ่าน X ว่า “ผมไม่ใช่ Satoshi” พร้อมระบุว่า การเชื่อมโยงทั้งหมดเป็นเพียง การตีความข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับข้อสรุปที่ตั้งไว้ เท่านั้น
Back อธิบายว่า ความคล้ายคลึงทั้งในแง่ของแนวคิด โครงสร้างระบบ และรูปแบบการเขียน เป็นเพียง “ความบังเอิญ” ที่เกิดขึ้นจากการที่คนในกลุ่ม Cypherpunk มีพื้นฐาน ความสนใจ และมุมมองเรื่องความเป็นส่วนตัวและเงินดิจิทัลที่ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว
โดย Back ยังชี้อีกว่า ตัวเขาเป็นหนึ่งในคนที่โพสต์และพูดถึงแนวคิดเรื่องเงินดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกที่ข้อความเก่าของเขาจะถูกนำไปจับคู่กับสิ่งที่ Satoshi Nakamoto เคยเขียนไว้
ในประเด็นการวิเคราะห์ภาษาโดย AI เขาระบุว่า เข้าใจเหตุผลของข้อมูลที่ถูกนำมาอ้างอิง แต่ก็ยืนยันว่า “มันไม่ใช่ผมอยู่ดี” พร้อมโต้กลับเรื่องที่ถูกตีความว่า “หลุดปาก” ในบทสัมภาษณ์นั้น เป็นเพียงการตอบตามบริบทของการสนทนา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยอมรับตัวตนใด ๆ เลย
Back ยังยกเหตุผลของตนเองว่า ในช่วงที่เข้าร่วมกลุ่มนักพัฒนา Bitcoin ใหม่ ๆ เขาเคยตั้งคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับระบบ ซึ่งหากเขาเป็นผู้สร้างจริงก็คงไม่จำเป็นต้องถาม อีกทั้งยังเคยพูดติดตลกว่าเขาไม่ได้ถือ Bitcoin มากพอ และรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ขุดเหรียญตั้งแต่ช่วงแรก
ท้ายที่สุด Back ยืนยันว่าเขาไม่ทราบว่า Satoshi คือใคร และมองว่า การที่ตัวตนของผู้สร้างยังคงเป็นปริศนา อาจเป็นสิ่งที่ดีต่อ Bitcoin เพราะช่วยให้ระบบไม่ผูกติดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พร้อมย้ำว่า “แน่นอนว่าผมไม่ใช่ Satoshi… และมันก็คือความจริง”
ในปี 2024 ที่ผ่านมา HBO ก็ได้ปล่อยสารคดี “Money Electric: The Bitcoin Mystery” ที่พยายามเปิดเผยตัวตนของ Satoshi Nakamoto โดยชี้ไปที่ Peter Todd นักพัฒนา Bitcoin Core
สารคดีดังกล่าวอ้างอิงจากพฤติกรรมบนฟอรัม BitcoinTalk ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค และคำพูดบางส่วนของ Todd ที่ถูกตีความว่าอาจเชื่อมโยงกับ Satoshi แม้บางประเด็นจะเป็นเพียงการพูดในเชิงประชดหรือการตีความจากบริบท
อย่างไรก็ตาม Todd ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างชัดเจน พร้อมระบุว่า ทฤษฎีดังกล่าว “ไร้สาระ” และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ขณะที่ชุมชน Bitcoin ส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อในหลักฐานที่นำเสนอ
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า การ “ชี้ตัว” ผู้สร้าง Bitcoin มักเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีกรณีใดที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน และชื่อของผู้ต้องสงสัยก็มักเปลี่ยนไปตามกระแสข่าวในแต่ละช่วงเวลา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวตนของ Satoshi Nakamoto ก็ยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เรื่อย ๆ มีทั้งบทความ สารคดี หรือการวิเคราะห์ใหม่ ๆ ออกมา ชื่อของ “ผู้ต้องสงสัย” ก็มักจะเปลี่ยนไปตามกระแสในแต่ละช่วงเวลา
ในมุมหนึ่ง การตามหาตัวตนของ Satoshi อาจเป็นสิ่งที่ “ไม่มีวันจบลง” เพราะแม้จะมีความพยายามมากแค่ไหน แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีใครสามารถพิสูจน์ตัวเองได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้สร้าง Bitcoin จริง
อีกทั้งยังมีกรณีของ Craig Wright ที่เคยออกมาอ้างตัวว่าเป็น Satoshi ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ว่าคำที่อ้างตนว่าเป็น ผู้สร้าง Bitcoin ก็เป็นเพียงแค่ลมปาก เพราะสุดท้าย Wright ก็ออกมาโพสต์บนเว็บไซต์ส่วนตัวตามคำสั่งศาลว่า เขาไม่ใช่ Satoshi Nakamoto
ทำให้การตามหานี้ยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับชื่อใหม่ ๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ขณะที่คำตอบที่แท้จริงยังคงไม่ปรากฏ และอาจไม่เคยถูกเปิดเผยเลยก็เป็นได้
อ้างอิง : efinancethai bitstamp coinmarketcap bbc coindesk nytimes

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย