
อุตสาหกรรมคริปโทเผชิญโจทย์ความปลอดภัยรอบใหม่ หลังนักวิจัยและผู้พัฒนาเตือนว่า AI อาจเร่งให้ภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวเตอร์มาถึงเร็วขึ้น และบีบให้บล็อกเชนอย่าง Bitcoin และ Ethereum ต้องทบทวนโครงสร้างความปลอดภัยใหม่ “ทั้งหมด”
Alex Pruden ซีอีโอของ Project Eleven บริษัทที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคริปโทด้านภัยควอนตัม ระบุว่า ภูมิทัศน์ความปลอดภัยในอนาคตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะทั้ง AI และควอนตัมกำลังทำให้ระบบดิจิทัลไม่สามารถพึ่งวิธีป้องกันแบบเดิมได้
“ควอนตัมกับ AI กำลังพาเราเข้าสู่โลกที่ระบบความปลอดภัยแบบเดิม ไม่ใช่แค่คริปโท แต่รวมถึงโลกดิจิทัลทั้งหมด จะพึ่งพาวิธีเดิม ๆ ไม่ได้อีกแล้ว” Pruden กล่าว
ความกังวลนี้รุนแรงขึ้นหลังบริษัทเทคโนโลยีและนักวิจัยหลายกลุ่มเริ่มเตือนว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่สามารถกระทบระบบเข้ารหัสสมัยใหม่ อาจมาถึงเร็วกว่าที่เคยคาด
แม้ผู้เชี่ยวชาญยังไม่เห็นตรงกันว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ทรงพอจะเจาะระบบเข้ารหัสจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่หลายฝ่ายเชื่อว่า AI อาจบีบไทม์ไลน์ให้สั้นลงอย่างมาก
Pruden ระบุว่า AI ถูกใช้เพื่อเร่งการพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์แล้ว โดยเฉพาะการใช้ machine learning เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ quantum error correction ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาวิศวกรรมสำคัญของวงการนี้
Illia Polosukhin ผู้ร่วมก่อตั้ง NEAR Protocol และอดีตนักวิจัย AI ของ Google ระบุว่า AI ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์มาหลายปีแล้ว และอัตราการวิจัยจะเร็วขึ้นอีกต่อจากนี้
Polosukhin ยกตัวอย่างว่า ตั้งแต่ปี 2016 Google ใช้ระบบ machine learning เพื่อค้นหาวัสดุใหม่แล้ว และมองว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์รุ่นต่อไปอาจถูกสร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของ AI และควอนตัมรุ่นปัจจุบัน
หนึ่งในความเสี่ยงที่นักวิจัยจับตาคือแนวคิด “harvest now, decrypt later” หรือการที่รัฐและผู้โจมตีระดับสูงเก็บข้อมูลเข้ารหัสไว้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อรอให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ในอนาคตถอดรหัสได้
Polosukhin กล่าวว่า หากรู้ว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์จะมาถึงในอีกไม่กี่ปี ผู้โจมตีก็มีแรงจูงใจให้เก็บข้อมูลที่วิ่งอยู่บนอินเทอร์เน็ตให้มากที่สุดตั้งแต่ตอนนี้
สำหรับคริปโท ความเสี่ยงนี้หนักเป็นพิเศษ เพราะบล็อกเชนจำนวนมากใช้ elliptic curve cryptography ซึ่งเป็นระบบเข้ารหัสแบบเดียวกับที่ใช้ในอินเทอร์เน็ตวงกว้าง
หากมีควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังพอ ในทางทฤษฎีอาจสามารถคำนวณ private key จาก public key ได้ และเปิดช่องให้ wallet หรือระบบที่ยังใช้โครงสร้างเดิมถูกโจมตี
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยมองว่าโจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ควอนตัมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การรวมกันของควอนตัมกับ AI ซึ่งอาจทำให้โลกความปลอดภัยเข้าสู่ภาวะ “แข่งอาวุธ” แบบถาวร
AI เริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการหา software vulnerability และช่องโหว่ของระบบ โดย Pruden มองว่า AI อาจเร่งให้เกิดการแฮ็กมากขึ้น เพราะโมเดล AI สามารถหาบั๊กในระบบเข้ารหัส หรือแม้แต่ช่วยเจาะสมมติฐานของระบบเข้ารหัสได้ดีขึ้น
ในอีกด้าน นักพัฒนาก็ใช้ AI เป็นเครื่องมือป้องกันมากขึ้น ทั้งการ audit code, testing และ formal verification หรือกระบวนการพิสูจน์เชิงคณิตศาสตร์ว่า ซอฟต์แวร์ทำงานตรงตามที่ตั้งใจไว้
ผลลัพธ์คือ ความปลอดภัยในอนาคตอาจไม่ใช่ระบบที่อัปเกรดครั้งใหญ่ทุก 10 ปีอีกต่อไป แต่ต้องเป็นโครงสร้างที่ปรับตัวและอัปเดตต่อเนื่อง เพื่อรับมือทั้ง AI และควอนตัม
เครือข่ายบล็อกเชนหลายแห่งเริ่มขยับแล้ว เช่น Ethereum, Zcash, Solana, Ripple และ NEAR ที่กำลังศึกษา หรือวางแผนย้ายไปใช้ post-quantum cryptography
NEAR เพิ่งประกาศแผนผสานระบบเข้ารหัสหลังยุคควอนตัมเข้ากับโครงสร้างบัญชีโดยตรง เพื่อให้ผู้ใช้เปลี่ยนรูปแบบการเข้ารหัสได้ โดยไม่ต้องย้ายสินทรัพย์ไป wallet ใหม่ทั้งหมด
แต่การเปลี่ยนผ่านมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะระบบ post-quantum cryptography ที่ได้มาตรฐานในปัจจุบันมักมีขนาดใหญ่และทำงานช้ากว่าระบบเดิมอย่างมาก
ในอนาคต ความปลอดภัยอาจไม่ใช่สิ่งที่ตั้งค่าแล้วจบ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องปรับตัวต่อเนื่อง เพราะระบบที่ไม่อัปเกรดเร็วพอ อาจกลายเป็นเป้าหมายทันทีเมื่อ AI หรือควอนตัมก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมได้
ที่มา : coindesk

Digital Asset Reporter, efinanceThai