
รายงานล่าสุดจาก Bernstein ชี้ความก้าวหน้าของควอนตัมคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่วิกฤตจุดจบของบิตคอยน์ และตลาดคริปโทฯ ระบุเป็นความเสี่ยงที่จัดการได้ผ่านการอัปเกรดในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ขณะที่ระบบการขุดยังคงปลอดภัยขั้นสูงสุด
เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด อาจทำให้หลายคนกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ล่าสุด Bernstein โบรกเกอร์ระดับโลกจากวอลล์สตรีท ได้ออกมาระบุว่า ภัยคุกคามจากควอนตัมที่มีต่อบิตคอยน์นั้นเป็นเรื่องจริงแต่ “สามารถจัดการได้”
ทีมนักวิเคราะห์ซึ่งนำโดย Gautam Chhugani กล่าวว่าวงการคริปโทเคอร์เรนซีไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงถึงขั้นล่มสลาย แต่ควรตีความว่าเป็น “รอบการอัปเกรดระบบในระยะกลางถึงระยะยาว” แม้ว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์จะใช้หลักการคิวบิต (Qubits) ที่ประมวลผลได้พร้อมกันหลายสถานะ ซึ่งช่วยให้สามารถถอดรหัสข้อมูลได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมหาศาลก็ตาม
จากการประเมินพบว่า ความเสี่ยงส่วนใหญ่นั้นกระจุกตัวอยู่ที่บิตคอยน์จำนวนราว 1.7 ล้านเหรียญ ซึ่งถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลรุ่นเก่า (Legacy Wallets) ที่ยังใช้ระบบการเข้ารหัสแบบ Elliptic Curve ในขณะที่ฟังก์ชันหลักของเครือข่ายอย่างการขุดบิตคอยน์ ซึ่งใช้ระบบความปลอดภัยแบบ SHA-based hashing นั้นยังคงปลอดภัยขั้นสูงสุด
โดยมีรายงานทางวิชาการชิ้นหนึ่งระบุว่า หากจะใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์โจมตีบล็อกเชนของบิตคอยน์ผ่านระบบการขุด อาจต้องใช้พลังงานมหาศาลเทียบเท่ากับพลังงานที่ปล่อยออกมาจากดวงดาวเลยทีเดียว
ทั้งนี้ Bernstein ประเมินว่าอุตสาหกรรมคริปโทฯ ยังมีเวลาอีกประมาณ 3 ถึง 5 ปี ในการเตรียมตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบการเข้ารหัสหลังยุค ควอนตัม (Post-Quantum Cryptography) ซึ่งในขณะนี้ก็เริ่มมีการหารือเกี่ยวกับการอัปเกรดระบบอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรฐานกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบใหม่ การลดการใช้ที่อยู่กระเป๋าเงินซ้ำ และการสับเปลี่ยนกุญแจเข้ารหัส การพัฒนาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าบิตคอยน์มีความยืดหยุ่น และพร้อมที่จะปรับตัวรับมือกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างทันท่วงที
ที่มา : coindesk

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย