
กูรูมองตลาดคริปโทฯ กำลังเข้าสู่ “โครงสร้างใหม่” หลังบิตคอยน์ฟื้นตัวแรงต้นปี 2026 ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ บทบาท ETF และคำถามใหญ่ วงจร Halving 4 ปี ยังใช้ได้อยู่หรือไม่
คนวงการคริปโทฯ ย่อมคุ้นเคยกับ “วัฏจักรตลาดคริปโทฯ 4 ปี” ที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุการณ์ Bitcoin Halving แต่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่าสิ่งนี้อาจไม่ใช่กรอบหลักของตลาดอีกต่อไป หลังกองทุน ETF และผลิตภัณฑ์สถาบันที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการไหลของเงินทุน
ราคาบิตคอยน์สามารถฟื้นตัวขึ้นมาเหนือจุดต่ำสุดของปีก่อนแถว 80,000 ดอลลาร์ และปรับขึ้นแรงในช่วงต้นปี 2026 ล่าสุดซื้อขายบริเวณ 93,300 ดอลลาร์ หลังเคยขึ้นไปแตะระดับ 97,000 ดอลลาร์กลางเดือนมกราคม ส่งผลให้บิตคอยน์บวกแล้วเกือบ 7% นับตั้งแต่ต้นปี และดึงเหรียญคริปโทฯ อื่น ๆ ให้ปรับขึ้นตาม
นักวิเคราะห์จาก NYDIG Research และ Wintermute ระบุว่า การปรับขึ้นของราคาครั้งนี้ขับเคลื่อนหลัก ๆ จาก 2 ปัจจัย คือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนโครงสร้างการไหลของเงินทุนในตลาดคริปโทฯ ซึ่งอย่างหลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญที่จะผลักดันราคาให้ทะลุกรอบเดิม
การเมืองสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เชื้อเพลิงชั้นดีของบิตคอยน์
Greg Cipolaro จาก NYDIG Research ชี้ว่า ปัจจัยระยะสั้นที่สำคัญที่สุดคือ “ความไม่มั่นคงทางการเมืองในสหรัฐฯ” โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หลังทรัมป์วิจารณ์การดำเนินนโยบายการเงิน และกดดันให้ลดดอกเบี้ย แต่ประธาน Fed คือ เจอโรม พาวเวลล์ ปฏิเสธ
Cipolaro เปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับกรณีในอดีตที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เคยกดดัน Fed ก่อนการเลือกตั้งปี 1972 พร้อมเตือนว่า “ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าการแทรกแซงนโยบายการเงินจากการเมือง มักนำไปสู่เงินเฟ้อสูง ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางที่ลดลง และค่าเงินที่อ่อนแอ”
บิตคอยน์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับรัฐใดรัฐหนึ่ง และมีอุปทานจำกัด อาจได้ประโยชน์จากความกังวลของนักลงทุน ต่อความเสี่ยงเชิงระบบที่คล้ายคลึงกันในปัจจุบัน
อีกปัจจัยที่ช่วยพยุงราคา คือสภาพแวดล้อมมหภาค โดยปริมาณเงินทั่วโลกพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่สินทรัพย์อย่างทองคำ เงิน และโลหะมีค่าอื่น ๆ ปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่บิตคอยน์ในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” ดูเหมือนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก่อนเริ่มไล่ตามในระยะหลัง
นอกจากนี้ แรงกดดันจากปัจจัยชั่วคราวก็เริ่มคลี่คลาย ไม่ว่าจะเป็นการขายเพื่อลดภาษี (tax-loss selling) ที่สิ้นสุดลงหลังเปลี่ยนปี รวมถึงแรงขายจากการล้างสถานะหลังเหตุการณ์ liquidation ครั้งใหญ่ในเดือนตุลาคม ซึ่งก่อนหน้านี้กดดันราคาอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งประเด็นใหญ่คือคำถามว่า “วงจร Halving 4 ปีตายแล้วหรือยัง” ซึ่งในอดีตบิตคอยน์มักปรับขึ้นหลัง Halving ก่อนเข้าสู่ช่วงเก็งกำไรหนัก และจบลงด้วยตลาดหมี แต่ Wintermute มองว่าวงจรนี้อาจจบลงแล้ว
Wintermute ระบุว่า ปี 2025 ไม่ได้เกิดการพุ่งแรงตามที่ตลาดคาด แต่กลับอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากตลาดเก็งกำไร ไปสู่การเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่มีสถานะชัดเจนมากขึ้น โดยข้อมูลการไหลของเงิน OTC ชี้ว่า กลไกการหมุนเงินจากบิตคอยน์ไปยัง Ether และต่อไปยังอัลต์คอยน์ หรือที่เรียกว่า “Altseason” เริ่มไม่ทำงาน
สาเหตุหลักคือการเติบโตของผลิตภัณฑ์สถาบันอย่าง ETF และกองทรัสต์สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งกลายเป็นเหมือน “สวนปิด” ที่ดูดเงินเข้าสินทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่ไม่กระจายสภาพคล่องไปยังตลาดโดยรวม ส่งผลให้การขึ้นของอัลต์คอยน์ในปี 2025 สั้นลงเหลือเฉลี่ยเพียง 20 วัน จากกว่า 60 วันในปีก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากหันไปให้ความสนใจกับตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นธีม AI แร่หายาก และควอนตัม ทำให้ตลาดคริปโทฯ เผชิญภาวะเงินกระจุกตัวอย่างรุนแรง
มองไปข้างหน้า Wintermute ชี้ว่า ปัจจัยที่จะดันตลาดต่อจากนี้มี 3 เรื่องหลัก ได้แก่
1.การขยายอาณาจักรของกองทุน ETF สู่เหรียญทางเลือก
การที่ผลิตภัณฑ์สถาบันเริ่มขยายไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัลที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณแล้วจาก จากการยื่นขอจัดตั้งกองทุน ETF ที่อ้างอิงกับเหรียญ Solana (SOL) และ XRP ซึ่งหากสำเร็จ จะช่วยดึงสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดในวงกว้าง ไม่ใช่แค่กระจุกตัวอยู่แต่ในเหรียญใหญ่
2. การกลับมาของปรากฏการณ์ “Wealth Effect”
ในอดีต เมื่อราคาบิตคอยน์พุ่งสูงขึ้น นักลงทุนจะนำกำไรที่ได้ไปลงทุนต่อในเหรียญขนาดเล็กทำให้ตลาดคึกคักทั้งกระดาน แต่กลไกนี้ได้พังทลายลงในปีที่ผ่านมาเพราะเม็ดเงินจากกองทุน ETF มักถูกจำกัดอยู่ในสินทรัพย์เฉพาะ ไม่ไหลเวียนออกมา ปัจจัยชี้วัดปีนี้จึงอยู่ที่ว่า การปรับตัวขึ้นของบิตคอยน์จะแข็งแกร่งพอที่จะสร้าง “ความมั่งคั่ง” จนล้นทะลักกลับไปสู่ตลาดเหรียญทางเลือกได้อีกครั้งหรือไม่
3. การไหลกลับของเม็ดเงินรายย่อย
ปี 2025 ที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยหันไปทุ่มเงินให้กับตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และควอนตัม ปัจจัยสุดท้ายที่จะชี้ชะตาตลาดคริปโทฯ ปีนี้ คือการดึงดูดให้นักลงทุนกลุ่มนี้โยกเงินกลับเข้ามาในโลกคริปโทฯ เพื่อเพิ่มความต้องการเหรียญ Stablecoin
อย่างไรก็ตาม Wintermute เตือนว่า ปริมาณเงินที่จะไหลกลับเข้ามายังไม่แน่นอน โดยขึ้นอยู่กับว่า 3 ปัจจัยข้างต้นจะสามารถกระจายสภาพคล่องออกไปในวงกว้างได้จริง หรือตลาดจะยังคงสภาพการกระจุกตัวอยู่ที่เหรียญใหญ่เพียงหยิบมือเดียวต่อไป
ที่มา : coindesk
