
“Bitcoin ไม่ได้มีไว้แค่ถือ แต่กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ใช้จริงได้แล้ว” เสวนาใน Block Mountain 2026 เปิดมุมมองใหม่ของ Bitcoin ที่ก้าวข้ามการเป็น “ทองคำดิจิทัล” สู่การเป็นทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริง
ภายในงานได้มาเล่าถึงกรณีการใช้งานจริงของ Bitcoin ที่ไม่ได้มองว่า เป็นแค่ “ทองคำดิจิทัล” แต่เป็นเครื่องมือทางการเงิน
ในยุคที่บทบาทของ Bitcoin ขยายเกินกว่าการเป็นแค่ “ทองคำดิจิทัล” ภายในงาน Block Mountain 2026 ได้จัดหัวข้อเสวนา “Bitcoin as a new capital instrument เมื่อบิตคอยน์ไม่ใช่แค่ราคา แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเงินยุคใหม่”
โดยมี 3 คนดังในวงการร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.วิชิต ซ้ายเกล้า ผู้ก่อตั้ง CHITBEER และบิตคอยเนอร์ชื่อดังชาวไทย, คุณปกเขตร รัชกิจประการ ซีอีโอ Maxbit และคุณวรภัทร พฤกษมาศน์ ซีอีโอของ Liberix และ ดร. นที เทพโภชน์ รับบทผู้ดำเนินรายการ
ภายในงานได้มาเล่าถึงกรณีการใช้งานจริงของ Bitcoin ที่ไม่ได้เป็นแค่ “ทองคำดิจิทัล” แต่เป็นเครื่องมือทางการเงิน
ในมุมของ “ดร.วิชิต” มองว่า ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า Store of Value เป็น Digital Gold แต่โลกการเงินวันนี้รันบนระบบ Credit ดังนั้น หากต้องการเปลี่ยนประเทศหรือสังคม ไม่เพียงพอแค่ “เก็บ” แต่ต้องนำ Bitcoin เข้าสู่กลไกทางการเงิน
พร้อมกับย้ำว่า “พลังงานที่อยู่ใน Bitcoin ต้องถูก deploy” ผ่านกิจกรรมอย่างการกู้ยืม การลงทุน หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของมัน
“วันนี้ Bitcoin กำลังก้าวไปอีกขั้น จากการเป็น Digital Capital สู่การเข้ามาอยู่ในระบบการเงินในฐานะ Digital Credit” ดร.วิชิตกล่าว
ด้านคุณวรภัทร จาก Liberix มองว่า ปัจจุบัน Bitcoin คนเริ่มมอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์แล้ว จากที่ก่อนหน้าถูกมองเป็น scam และ Bitcoin ควรถูกใช้งานให้มากกว่าการถือเก็บ เช่น ใช้ในการชำระเงิน หรือใช้ค้ำประกันเพื่อปล่อยสินเชื่อได้
ส่วนซีอีโอจาก Maxbit เผยว่า Maxbit เริ่ม DCA Bitcoin เดือนละ 1 ล้านบาท เพื่อใช้เป็น “คลังสำรอง” ของบริษัทแล้ว และมองว่า Bitcoin คือ Asset ที่มีคุณค่าทั้งในแง่การออมและการใช้เป็นหลักค้ำประกัน
ผู้ก่อตั้ง CHITBEER เล่าว่า เคยถือ Bitcoin ตั้งแต่ปี 2012 โดยตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ทำอะไร แต่เมื่ออยากทำธุรกิจ เขาจึงหาทางใช้ Bitcoin เป็นหลักประกันเพื่อกู้เงิน
โดยเขาเชื่อว่า “คนรวยไม่มีใครขายสินทรัพย์ มีแต่ใช้สินทรัพย์ไปวางค้ำประกัน” แนวคิดนี้จึงเป็นแก่นของการใช้ Bitcoin ให้มีประโยชน์เชิงระบบ ไม่ใช่แค่ถือไว้รอราคาขึ้นอย่างเดียว
พร้อมเล่าต่อว่า เขานำ Bitcoin ไปค้ำที่มูลค่าราว 0.7 BTC ตอนราคา 1.4 ล้านบาท แม้จะเจอราคาตกจนต้องเติมหลักประกันหลายรอบเพื่อไม่ให้เกิดการ liquidated แต่สุดท้ายยังยืนยันว่า “มันคุ้ม” และได้ถือ Bitcoin ต่อด้วย
ขณะที่ ซีอีโอของ Liberix มองในมุมของนักลงทุน ระบุว่า การถือ Bitcoin ทำให้เขามีต้นทุนทางอารมณ์ และมันขัดกับความเชื่อของเขาเอง เพราะแม้จะเชื่อบิตคอยน์ในระยะยาวแต่บางครั้งต้องขายเพื่อใช้เงิน ซึ่งวันนี้มีแพลตฟอร์มที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้แล้ว
ด้านคุณปกเขตร Maxbit เสริมว่า เป้าหมายของเขาคือให้ Bitcoin เป็น asset class ที่อาจเข้ามาแทนที่ดินในการใช้เป็นหลักค้ำได้จริง และท้ายที่สุด คนที่ถือ Bitcoin ระยะยาวจะได้เปรียบที่สุด
ซีอีโอ Maxbit ย้ำว่า “เงินล้านเริ่มจากวินัย ไม่ใช่เงินก้อน” ถ้า DCA เพียงวันละ 99 บาท มาตั้งแต่ 3 ปีก่อน หากทำต่อเนื่องมาตลอดไม่มีหยุด ก็เข้าใกล้หลักแสนถึงล้านได้จริง
เขาย้ำหลักการ “Low Time Preference” หรือการเน้นลงทุนระยะยาว ไม่หวังผลตอบแทนเร็ว ว่าเป็นทัศนคติสำคัญในโลกการเงินยุคใหม่
ด้านดร.วิชิต ก็ยังย้ำเหมือนเดิมว่า “การเก็บออมคือแม่ทุกสถาบัน” และวันนี้โลกมีเครื่องมืออย่าง Bitcoin ที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้แนวคิด “Make Saving Great Again” กลับมาอีกครั้ง
“สร้างมากกว่าแดก และแดกให้น้อยกว่าเก็บ”
คุณวรภัทร จาก Liberix ยืนยันว่าในปี 2026 การใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเพื่อกู้เงินสดนั้น “ทำได้จริงแล้ว” และเริ่มมีเครื่องมือทางการเงินรองรับแล้ว โดยเชื่อว่า หลายคนไม่อยากขายบิตคอยน์ แม้ราคาจะดิ่งหนัก เพราะเชื่อในศักยภาพ ทำให้ Bitcoin ควรถูกนำมาใช้หมุนเวียน มากกว่าถูกเก็บไว้เฉย ๆ
ที่มา : BlockMountain (เริ่มนาทีที่ 20:00)

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย