
ข้อมูลจาก Google Trends ระบุว่า กระแสค้นหาคำว่า “Bitcoin going to zero” หรือ บิตคอยน์กำลังจะเหลือศูนย์ พุ่งสูงถึงระดับเดียวกับปี 2022 ที่เกิดเหตุการณ์ล่มสลายของ FTX สะท้อนความกังวลของนักลงทุนที่กลับมารุนแรงอีกครั้งในรอบหลายปี
การพุ่งขึ้นของคำค้นหานี้เกิดขึ้นพร้อมกับการปรับฐานล่าสุดของ Bitcoin จาก ATH ที่ราว 126,000 ดอลลาร์ ลงมาอยู่ราว 66,500 ดอลลาร์ในปัจจุบัน ซึ่งลดลงเกือบ 50% จากจุดสูงสุด
ขณะเดียวกัน ดัชนี Fear & Greed ก็ร่วงลงสู่ระดับ “Extreme Fear” ที่ราว 9 จุด ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงวิกฤต Terra และการล่มสลายของ FTX ในปี 2022
ข้อมูลจาก Google Trends ระบุว่า ความสนใจต่อคำว่า “Bitcoin going to zero” เคยพุ่งใกล้เคียงกับครั้งล่าสุดในต้นเดือนพฤศจิกายน 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ FTX ระงับการถอนเงิน และราคา Bitcoin ดิ่งลงไปแตะ 15,000 ดอลลาร์
แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลคริปโท Perception ได้วิเคราะห์สื่อคริปโทกว่า 650 แห่ง และเผยผลกับ Cointelegraph โดย Fernando Nikolic ผู้ก่อตั้ง Perception ระบุว่า ความกลัวในปี 2022 เกิดจากปัจจัยภายในอุตสาหกรรม เช่น การล้มละลายของผู้ให้กู้คริปโทและกระดานเทรดรายใหญ่
แต่ในรอบนี้ ความกลัวถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยมหภาค (macro) และถูกปั่นกระแสให้เชื่อโดยบุคคลเพียงไม่กี่ราย
Nikolic ชี้ว่า Mike McGlone นักวิเคราะห์จาก Bloomberg เป็นหนึ่งในเสียงฝั่งลบที่โดดเด่นที่สุด โดยเขาเคยคาดการณ์ว่า Bitcoin อาจร่วงสู่ 10,000 ดอลลาร์ ซึ่งเตือนถึงความเสี่ยงวิกฤตแบบปี 2008 และออกมาวิเคราะห์เชิงลบอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนที่ผ่านมา
โดย Nikolic ระบุว่า สื่อคริปโทหลายแห่งนำคำพูดของ McGlone ไปขยายผลซ้ำ ๆ จนกลายเป็น “แหล่งคำพูดฝั่งลบหลัก” ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งอาจมีส่วนโดยตรงต่อการพุ่งขึ้นของคำค้นหาใน Google
ทั้งนี้ Nikolic ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า แม้คำค้นหา “Bitcoin going to zero” จะพุ่งสูง แต่ฝั่งนักลงทุนสถาบันกลับยังคงสะสม Bitcoin อย่างต่อเนื่อง
เขายกตัวอย่างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เช่น อาบูดาบี ที่เพิ่มการถือครอง Bitcoin ETF รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Strategy ที่ยังคงสะสมบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลของ Perception ระบุว่า ความเชื่อมั่นในสื่อมืออาชีพแตะจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 5 ก.พ. และเริ่มฟื้นตัวตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่คำค้นหา “Bitcoin going to zero” เพิ่งพุ่งสูงในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์
Nikolic ระบุว่า ความกลัวของนักลงทุนรายย่อยมักช้ากว่ากระแสวิเคราะห์ในสื่อมืออาชีพราว 10–14 วัน หมายความว่า ตอนที่คนทั่วไปกำลังตื่นตระหนกหนักที่สุด ฝั่งนักวิเคราะห์และสถาบันอาจเริ่มมองว่าสถานการณ์กำลังทรงตัวแล้ว
กระแสค้นหา “Bitcoin going to zero” เกิดขึ้นในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกพุ่งสูงสุดเช่นกัน โดยดัชนี World Uncertainty Index ซึ่งนับจำนวนคำว่า “uncertainty” ในรายงานเศรษฐกิจทั่วโลก ปัจจุบันอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 และช่วงโควิด-19 ในปี 2020
โดยงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับดัชนีนี้พบว่า การพุ่งขึ้นของความไม่แน่นอนทั่วโลกมักนำไปสู่การชะลอตัวของการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ถูกพูดถึงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 อย่างไรก็ตาม Nikolic มองว่า “ความกลัวด้านควอนตัม” มักพุ่งขึ้นควบคู่กับการปรับลงของราคา มากกว่าจะเป็นปัจจัยอิสระ
ข้อมูลจาก Google Trends แสดงให้เห็นว่า คำค้นหา “Bitcoin quantum” เคยพุ่งสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2025 และลดลงต่อเนื่องตั้งแต่นั้นมา
Nikolic มองว่า การที่คำค้นหา “Bitcoin going to zero” พุ่งสูง น่าจะมาจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งความกลัวจากราคาที่ร่วงแรง ความกังวลเรื่องเทคโนโลยีควอนตัม และกระแสวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลบที่เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน จนยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศความกลัวในตลาด
ที่มา : cointelegraph

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย