
Bitcoin ทะลุ 81,000 ดอลลาร์ ด้าน Funding Rate ติดลบยาวนานสุดรอบทศวรรษ สัญญาณสำคัญบ่งชี้สถาบันซุ่มซื้อพร้อมทำประกันความเสี่ยง สถิติบอกอาจเป็นโอกาสทองทำกำไร และเป็นแรงส่งพุ่งแตะ 100,000 ดอลลาร์
ราคาบิตคอยน์กลับมาสร้างความคึกคักอีกครั้ง ล่าสุดราคาปรับตัวขึ้นราว 2.9% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จนสามารถทะลุระดับ 81,000 ดอลลาร์ และกำลังเคลื่อนไหวมุ่งสู่ 82,000 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์จับตาสัญญาณความผิดปกติในตลาดอนุพันธ์ “Funding Rate” เฉลี่ย 30 วันติดลบติดต่อกันยาวนานถึง 66 วัน ซึ่งถือเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดในรอบทศวรรษ
ในตลาดอนุพันธ์ที่สัญญาไม่มีวันหมดอายุ หาก Funding Rate ติดลบ หมายความว่ากลุ่มคนที่แทงว่าราคาจะตก (ฝั่ง Short) ต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมรายวันให้กับกลุ่มคนที่แทงว่าราคาจะขึ้น (ฝั่ง Long) เพื่อรักษาสถานะของตัวเองไว้ ซึ่งในรอบ 66 วันที่ผ่านมา ฝั่งที่แทงลงต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราเฉลี่ยสูงถึงราว 12% ต่อปี
ทำไมคนถึงยอมจ่ายแพงเพื่อแทงว่าราคาจะลง ในขณะที่บิตคอยน์กำลังพุ่ง?
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า นี่ไม่ใช่สัญญาณความกลัวหรือการตื่นตระหนกเทขายของนักลงทุนรายย่อยแต่อย่างใด เพราะในขณะเดียวกัน ยอดคงค้างสัญญาอนุพันธ์ (Open Interest) กลับเพิ่มขึ้นถึง 12% สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมของ “นักลงทุนสถาบัน” ที่กำลังทำ การป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
นักวิเคราะห์ระบุว่าเม็ดเงินฝั่ง Short เหล่านี้มาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Funds) ที่ต้องการบริหารสภาพคล่อง, นักเทรดที่ทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Basis Traders), และกลุ่มเหมืองขุดบิตคอยน์ที่หันไปลงทุนด้าน AI แต่ต้องการป้องกันความเสี่ยงให้กับบิตคอยน์ที่ตัวเองถืออยู่
นอกจากนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ยังมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 2.44 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันกำลังกว้านซื้อของจริง (Spot) ไปพร้อมๆ กับการเปิดสถานะต้านราคาในตลาดล่วงหน้าเพื่อปิดความเสี่ยงนั่นเอง
เรื่องนี้ส่งผลดีต่อนักลงทุนอย่างไร?
Vetle Lund หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก K33 Research ชี้ว่า ข้อมูลสถิติในอดีตตั้งแต่ปี 2018 แสดงให้เห็นว่า หากเราเข้าซื้อบิตคอยน์ในช่วงที่ Funding Rate ติดลบยาวนานแบบนี้ จะมีโอกาสชนะหรือทำกำไรได้สูงถึง 83% ถึง 96% ในระยะเวลา 90 วัน
สำหรับทิศทางต่อไป ด่านสำคัญที่บิตคอยน์ต้องทะลุไปให้ได้คือแนวต้าน 82,000 ดอลลาร์ หากสามารถฝ่าจุดนี้ไปได้จะบีบให้กลุ่มคนที่แทงลง (Short) ทนแบกรับค่าธรรมเนียมและผลขาดทุนไม่ไหวจนต้องแห่ซื้อคืน ซึ่งจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ การบังคับซื้อคืน (Short Squeeze) และอาจเป็นแรงดีดชั้นดีที่ส่งให้ราคาบิตคอยน์พุ่งทะยานทะลุ 100,000 ดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในทางกลับกัน หากความต้องการซื้อแผ่วลงก่อนที่จะทะลุแนวต้านดังกล่าว ราคาบิตคอยน์ก็อาจจะย่อตัวลงมาพักฐานที่ราว 70,000 ถึง 75,000 ดอลลาร์แทน
ที่มา : Decrypt

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย
ไม่มีรายการ