
ในช่วงตรุษจีนของทุกปี หากเรามีเชื้อสายจีน ก็มักจะได้มีส่วนร่วมกับเทศกาลแห่งความสุขนี้เสมอ และในวันที่เรายังเป็นเด็ก สิ่งที่เฝ้ารอมากที่สุดก็คือ “อั่งเปา” หรือที่หลายครอบครัวเรียกว่า “แต๊ะเอีย” ซองสีแดงเล็ก ๆ ที่บรรจุธนบัตรใหม่เอี่ยม พร้อมคำอวยพรให้เติบโตแข็งแรง โชคดี และมั่งคั่งตลอดปี
อั่งเปาในวัยเด็กคือความตื่นเต้นของการได้รับเงิน แต่เมื่อเติบโตขึ้น เราเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ในซองแดงนั้นไม่ใช่เพียงเงินสด หากคือ “การส่งต่อความมั่งคั่ง” จากรุ่นสู่รุ่น
ในอดีต “เงินสด” คือรูปแบบที่จับต้องได้ชัดเจนที่สุด แต่บางครอบครัวก็เลือกที่จะมอบทองคำแทนเงินสด ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่งขนาดเล็กหรือเครื่องประดับ เพราะเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่า เก็บรักษาได้นาน และสะท้อนความมั่นคงทางฐานะ
แต่ในปี 2026 คำถามที่น่าสนใจก็คือ ความมั่งคั่งที่ถูกส่งต่อในเทศกาลนี้ ควรถูกเก็บไว้ในรูปแบบใด ทองคำแบบดั้งเดิม หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์? ที่ก็ถูกมองว่าเป็นทองคำดิจิทัลรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน
ในสายตาของคนรุ่นก่อน ความมั่งคั่งต้องเป็นสิ่งที่ต้องจับต้องได้ เช่น ทองคำแท่ง เครื่องประดับทอง หรือแม้แต่เงินสดในซองแดง ล้วนสะท้อนความมั่นคงที่มองเห็นได้ ความรู้สึกปลอดภัยเกิดจากการได้ถือครองสิ่งของที่มีน้ำหนัก มีมูลค่า และมีตัวตนชัดเจน
ทองคำจึงไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงระยะยาว เป็นทรัพย์สินที่เก็บรักษาได้ข้ามรุ่น และเป็นของขวัญที่สื่อความหมายมากกว่าแค่ตัวเลขมูลค่า
แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล คนรุ่นใหม่เติบโตมากับอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน และการทำธุรกรรมแบบไร้พรมแดน นิยามของความมั่งคั่งจึงเริ่มเปลี่ยนไป
สำหรับคนรุ่นดิจิทัล ความมั่งคั่งไม่ได้วัดจาก “น้ำหนักของทอง” หากวัดจาก “ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้าย” สินทรัพย์ที่ดีควรโอนข้ามประเทศได้ภายในไม่กี่วินาที แบ่งย่อยได้ง่าย และเข้าถึงได้จากทุกที่ในโลก
ผลสำรวจจาก OKX ที่สำรวจชาวอเมริกัน 1,000 คนในเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างวัยได้อย่างชัดเจน เมื่อถูกถามถึงระดับความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มคริปโท 40% ของ Gen Z และ 41% ของ Millennials ให้คะแนนความเชื่อมั่นระดับ 7 ขึ้นไปจาก 10 คะแนน
ขณะที่มีเพียง 9% ของกลุ่ม Baby Boomers ที่ให้คะแนนในระดับเดียวกัน หรือก็คือ คนรุ่นใหม่มีความเชื่อมั่นต่อคริปโทมากกว่าคนรุ่นก่อนเกือบห้าเท่า
ในทางกลับกัน เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อธนาคารแบบดั้งเดิม 74% ของ Baby Boomers ให้คะแนนความเชื่อมั่นสูง ขณะที่คนรุ่นใหม่มีเพียงประมาณหนึ่งในห้าที่แสดงความมั่นใจในระดับเดียวกัน
ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของสินทรัพย์ แต่คือเรื่องของ “ความเชื่อ” สำหรับคนรุ่นก่อน ความมั่นคงมาจากสถาบันที่มีประวัติยาวนาน สำหรับคนรุ่นใหม่ ความมั่นคงมาจากระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ขึ้นกับตัวกลาง
ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว ยังพบว่า 36% ของ Gen Z และ 34% ของ Millennials ระบุว่า ความเชื่อมั่นในคริปโทของตนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2025 ขณะที่มีเพียง 6% ของ Baby Boomers ที่รู้สึกเช่นเดียวกัน และในปี 2026 คนรุ่นใหม่เกือบ 40% มีแผนเพิ่มการลงทุนในคริปโท สูงกว่ากลุ่ม Boomers ที่มีเพียง 11%
สำหรับคนรุ่นดิจิทัล ความผันผวนของราคาคริปโทไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะมันมีคุณลักษณะของระบบการเงินใหม่ที่พวกเขาเข้าใจและยอมรับได้
ในอดีต อั่งเปาคือธนบัตรใหม่เอี่ยมที่อยู่ในซองแดง แต่ในปัจจุบัน หลายครอบครัวก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการมอบอั่งเปาเป็นการโอนผ่านระบบพร้อมเพย์แล้ว และหากแนวโน้มของโลกดิจิทัลยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ เราอาจเห็นคนรุ่นใหม่รับอั่งเปาในรูปแบบของ Bitcoin ก็เป็นได้
ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญในช่วงก่อนตรุษจีน โดยเฉพาะในจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ธรรมเนียมการซื้อทองคำก่อนเทศกาลถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น
ทั้งนี้ ทองคำไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะเครื่องมือการลงทุน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง ความโชคดี และความมั่นคงทางการเงิน การมอบทองคำแท่งขนาดเล็กหรือเครื่องประดับทองเป็นอั่งเปา จึงสะท้อนแนวคิดเรื่อง “ทรัพย์สินที่จับต้องได้” ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้ยาวนานและส่งต่อข้ามรุ่นได้อย่างมีความหมาย
ข้อมูลจากรายงาน 2025 Chinese Jewellery Retailer Insights ยิ่งตอกย้ำบทบาทของทองคำในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยพบว่า 62% ของผู้บริโภคอายุ 18–24 ปี มีทองคำรูปพรรณแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 37% เมื่อ 5 ปีก่อน ขณะที่กลุ่มอายุ 18–34 ปี คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสามของยอดขายทองทั้งหมด
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแรงซื้อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคนรุ่นก่อน แต่กำลังขยายตัวสู่คนรุ่นใหม่ที่เลือกซื้อทองคำขนาดเล็ก 1–3 กรัม เพื่อสะสมหรือออมในระยะยาวด้วย
แม้ในปี 2026 นี้ ราคาทองคำจะถูกกำหนดโดยปัจจัยเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก เช่น ทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่แรงซื้อในช่วงตรุษจีนยังคงเป็นปัจจัยหนุนในทุกปี
ในอีกด้านหนึ่ง บิตคอยน์สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของแนวคิดเรื่องความมั่งคั่งในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัวและการโอนย้ายสินทรัพย์ข้ามพรมแดนได้ทันทีผ่านเครือข่ายบล็อกเชน
แม้บิตคอยน์จะไม่มีคุณค่าทางสัญลักษณ์แบบทองคำในเชิงวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ข้อมูลจาก 10x Research ชี้ให้เห็นว่ามันเริ่มมี “ฤดูกาล” ของตัวเองเช่นกัน
โดย 10x Research เผยว่า หากซื้อ Bitcoin ก่อนตรุษจีน 3 วัน และขายหลังเทศกาล 10 วัน จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 11% จากข้อมูลย้อนหลังช่วงปี 2015–2023
จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมตลาดที่เกี่ยวข้องกับแรงขายก่อนเทศกาลและการฟื้นตัวหลังวันหยุด ซึ่งต่างจากทองคำที่ได้แรงหนุนจากความต้องการเชิงวัฒนธรรม
บิตคอยน์จึงเป็นตัวแทนของความมั่งคั่งที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดและความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี มากกว่าความหมายเชิงพิธีกรรม
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของบิตคอยน์ยังคงสูงกว่าทองคำอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้บทบาทของมันในฐานะ “อั่งเปาดิจิทัล” เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้มากกว่า
หากมองย้อนกลับไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2021–2025) ทองคำแสดงภาพของสินทรัพย์ที่ค่อนข้าง “นิ่งในช่วงต้น และเร่งตัวแรงในช่วงหลัง” ปี 2021 และ 2022 ทองคำแทบไม่เติบโต โดยให้ผลตอบแทนติดลบเล็กน้อยและทรงตัว
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา ทองคำเริ่มกลับมาโดดเด่น โดยปรับขึ้นราว 12% ในปี 2023 และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2024 ที่ประมาณ 26% ก่อนจะพุ่งแรงในปี 2025 กว่า 60% ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
ภาพรวม 5 ปีจึงสะท้อนว่า แม้ทองคำอาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงสม่ำเสมอทุกปี แต่เมื่อเกิดภาวะความเสี่ยงในระบบการเงินโลก มันยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างผลตอบแทนก้อนใหญ่ได้ในบางครั้ง
ในช่วงเวลาเดียวกัน บิตคอยน์แตกต่างกับทองคำอย่างชัดเจน ปี 2022 เป็นปีที่ตลาดคริปโทเผชิญแรงกดดันหนัก บิตคอยน์ปรับตัวลงมากกว่า 60%
แต่หลังจากนั้น การฟื้นตัวก็รุนแรงไม่แพ้กัน ปี 2023 บิตคอยน์ให้ผลตอบแทนมากกว่า 150% และยังคงปรับขึ้นต่ออีกกว่า 120% ในปี 2024 สะท้อนแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันและความคาดหวังต่อผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของสินทรัพย์นี้ โดยในปี 2025 และ 2026 บิตคอยน์กลับเข้ามาสู่ช่วงปรับฐานอีกครั้ง ซึ่งในปี 2026 นี้ ผ่านมายังไม่ถึงสองเดือนบิตคอยน์ก็ลดลงไปแล้วกว่า 20%
ภาพรวม 5 ปีจึงสะท้อนว่า บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่ให้ “ผลตอบแทนสูงมากในช่วงขาขึ้น” แต่ต้องแลกมาด้วยความผันผวนรุนแรง และความเสี่ยงจากการปรับฐานลึกในบางปี
หากเทียบกันอย่างตรงไปตรงมา ทองคำจะให้ความรู้สึกของความมั่นคงในระยะยาว และสร้างผลตอบแทนที่เด่นในช่วงวิกฤต ส่วนบิตคอยน์ก็ให้โอกาสการเติบโตสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่าราคามักจะสวิงแรงกว่าหลายเท่า
ตรุษจีนในวันนี้อาจยังเต็มไปด้วยซองแดงและทองคำแท่งเล็ก ๆ แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภาพนั้นอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป เมื่อเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต และบิตคอยน์ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่ “ให้อั่งเปา” เอง
สำหรับพวกเขา หน่วยของความมั่งคั่งอาจไม่ใช่เพียงบาท ดอลลาร์ หรือกรัมทอง แต่อาจเป็น “ซาโตชิ” หน่วยย่อยของบิตคอยน์ที่สามารถโอนให้กันได้ทันทีข้ามโลก
อั่งเปาในอนาคตจึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในซองแดง หากอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัล และเดินทางผ่านเครือข่ายบล็อกเชนในไม่กี่วินาที
ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือซาโตชิ สิ่งที่ถูกส่งต่อยังคงเหมือนเดิม ความหวังให้ปีใหม่มั่งคั่ง และโอกาสที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นถัดไป เพียงแต่รูปแบบของความมั่งคั่งนั้น กำลังเปลี่ยนไปตามยุคสมัย…
อ้างอิง : statmuse goldprice yahoo gate mexc people.cn pintu

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย