
บทสัมภาษณ์ CryptoVerse Live ในตอนนี้พูดคุยกับ “สมนึก Right Shift” สื่อที่ให้ความรู้บิตคอยน์และเศรษฐศาสตร์ ที่สำคัญเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการแปลหนังสือ ‘เงินปล้นโลก’ (Broken Money) ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้
ตลอดเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เขาได้มาตีแผ่ความลับของระบบการเงินที่เป็นคำตอบของคำถามคาใจที่ว่า “ทำไมเราขยันแทบตาย แต่ก็ยังชักหน้าไม่ถึงหลังสักที?”
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หรือเงินที่กำลังเล่นตลก?
“สมนึก” เปิดประเด็นด้วยการชวนพวกเราย้อนกลับไปมองรุ่นปู่ย่าตายายสมัยก่อนผู้ชายทำงานคนเดียว รับค่าแรงขั้นต่ำ แต่สามารถเลี้ยงดูภรรยา ส่งลูก 4 คนเรียนจนจบ แถมยังมีบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินเป็นของตัวเองได้สบายๆ ภายในเวลาผ่อนแค่ 10 กว่าปี
เมื่อ 50 กว่าปีก่อน เงินเดือนเริ่มต้นสามารถซื้อข้าวได้กว่าพันจาน แต่ปัจจุบันกลับซื้อได้เพียงไม่กี่ร้อยจานเท่านั้นสะท้อนให้เห็นว่าเงินในกระเป๋าของเรามีอำนาจซื้อลดลงอย่างน่าตกใจ
เรียนจบปริญญาตรี ทำงานหามรุ่งหามค่ำ แค่เอาชีวิตให้รอดไปเดือนๆ ยังเหนื่อยแทบขาดใจแล้ว ถ้าคิดจะซื้อบ้านสักหลัง สัญญาผ่อนลากยาวไป 30-40 ปี ผ่อนกันยันรุ่นหลาน และแน่นอนว่าเรามักจะโทษตัวเองว่าไม่เก่งพอ แต่ปัญหาส่วนหนึ่งอยู่ที่ “เงิน” ที่เราใช้อยู่
จุดเปลี่ยนปี 1971: เมื่อโลกยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์ไว้กับทองคำ
จุดเริ่มต้นของความพินาศคือปี 1971 เมื่อโลกตัดสินใจยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์ไว้กับ “ทองคำ” เข้าสู่ยุค “เงินเฟียต” (Fiat Money) ที่รัฐบาลและธนาคารกลางสามารถเคาะแป้นพิมพ์ผลิตเงินได้แบบไม่จำกัด ซึ่งกฎหมายบังคับให้ประชาชนทุกคน “ต้อง” ใช้เงินสกุลหลักนี้ในการชำระหนี้ ทำการค้า และเสียภาษี
เมื่อเราถูกบังคับให้อยู่ในระบบนี้ การที่รัฐพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อนำไปใช้จ่าย จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับเงินในกระเป๋าของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การอัดฉีดเงินเข้าระบบอย่างมหาศาล ทำให้เงินออมเสื่อมค่าลงตลอดเวลา กระบวนการนี้เปรียบเสมือนการปล้นความมั่งคั่ง ไปจากคนหาเช้ากินค่ำอย่างเงียบๆ ในขณะที่ผู้มีอำนาจหรือคนรวยกลับรวยขึ้นเรื่อยๆ
มูลค่าเงินในกระเป๋าของเราจะถูก “หารเฉลี่ย” ให้ลดลง นี่คือเหตุผลว่าทำไมก๋วยเตี๋ยวสมัยก่อนชามละ 5 สตางค์ ถึงกลายเป็น 50 บาท ข้าวของไม่ได้แพงขึ้น แต่เพราะเงินของเรามันเสื่อมค่าลง
เกมการเงินที่คนรวย (เท่านั้น) ที่รวยขึ้น
“สมนึก” ยังได้อธิบายกลไกที่สอดคล้องกับแนวคิดของ โรเบิร์ต คิโยซากิ ให้เห็นภาพชัดเจนเลยว่า ในเกมนี้ คนรวยระดับโลกไม่ได้ทำงานเพื่อเก็บ “เงินปลอมๆ” ที่เสื่อมค่าได้ แต่พวกเขาใช้ประโยชน์จาก “หนี้”
คนรวยสามารถเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมากๆ เพื่อนำไปกว้านซื้อสินทรัพย์ที่แท้จริงอย่างอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดิน ในขณะที่พวกเราคนธรรมดา กว่าจะกู้เงินมาหมุนได้ โดนดอกเบี้ยสินเชื่อไป 20-30% ต้องเอาหยาดเหงื่อแรงงานไปจ่ายดอกเบี้ยแพงๆ เพื่ออุ้มระบบนี้ไว้ นี่คือกลไกการปล้นความมั่งคั่งที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำถ่างขึ้นทุกวัน
ทางรอดเดียวในยุคเงินเสื่อมค่า
สุดท้าย เขาได้ฝากข้อคิดไว้ว่าเราไปเปลี่ยนระบบการเงินโลกไม่ได้ แต่เราสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยการเลิกเก็บ “เวลาและหยาดเหงื่อ” ของเราไว้ในเงินเฟียตที่รัฐพิมพ์เพิ่มได้เรื่อยๆ เงินเดือนมีไว้ใช้จ่ายประทังชีวิต แต่สำหรับการออมเพื่ออนาคต เราต้องย้ายความมั่งคั่งไปสู่สินทรัพย์ที่รัฐบาลเสกขึ้นมาไม่ได้ เช่น ทองคำ ที่ดิน
สำหรับตัวเขาเองมองว่า “บิตคอยน์” (Bitcoin) คือทางรอดที่แท้จริง เพราะมันถูกจำกัดปริมาณไว้ และไม่มีใครบนโลกใบนี้สามารถควบคุมหรือผลิตมันเพิ่มได้ตามอำเภอใจ
นี่คืออีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่น่าจะทำให้หลายคนได้มุมมองใหม่ ไปขบคิดต่อว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะมองหาทางปกป้องหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย