
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการ Operation Crypto Illusion ทลายเครือข่าย ACME “เทพคริปโต” ลวงโลก บุกทลายเครือข่ายหลอกลงทุน “1000x.live” และ “Wowbit” ของนายวรวัฒน์ หรือ “แอ็คมี่” จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมยึดทรัพย์สินหรูหลายรายการ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,300 ล้านบาท หลังพบพฤติการณ์หลอกชักชวนลงทุนเทรดทองคำและโปรเจกต์เหรียญคริปโตอ้างกำไรสูงถึง 200% แต่ไม่สามารถถอนเงินได้จริง และมีการฟอกเงินผ่านระบบ DeFi เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน
เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แถลงข่าว รวบเครือข่าย “แอ็คมี่ เจ้าพ่อเหรียญ ACT COIN” โดยร่วมกันจับกุม น.ส.จุฑามาศฯ, นายอติชาตฯ และนายศักดินาฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน”
โดยจับกุมได้ที่อาคารลูคัส ซอยนาคนิวาส 7, ท่าอากาศยานดอนเมือง ขณะเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ และหมู่บ้านย่านเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พร้อมขยายผลเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 5 จุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการลวงลงทุนขนาดใหญ่นี้
พฤติการณ์สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งความจากกลุ่มผู้เสียหายจำนวนมากว่า ถูกกลุ่มเครือข่ายของนายวรวัฒน์ หรือ “แอ็คมี่” เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “Acme Traderist” ผู้ได้รับฉายาในวงการว่า “วาฬบิทคอยน์” ร่วมกันหลอกลวงให้ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มชื่อ 1000x.live และโปรเจกต์ Wowbit
โดยใช้อุบายชักชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรม ที่อ้างว่าสามารถสร้างกำไรมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น เช่น ภารกิจทำเงิน 3,000 ให้กลายเป็น 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมโฆษณาชวนเชื่อว่าให้ผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 200 ของเงินลงทุน มีการไลฟ์สดโชว์ผลกำไรเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้เสียหายทำการซื้อขายตาม แต่เมื่อต้องการถอนเงินกลับไม่สามารถทำได้จริง
นอกจากนี้ ยังพบการหลอกลงทุนในโปรเจกต์เหรียญ “ACT Coin” และการฝากสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อรับผลตอบแทนสูง (Earn) โดยขบวนการนี้มีการวางแผนฟอกเงินอย่างเป็นระบบ ใช้บัญชีพนักงานในการรับโอนเงินซึ่งพบเงินหมุนเวียนกว่า 549 ล้านบาท ก่อนจะใช้วิธีเดินสายถอนเงินสดจากธนาคารหลายสาขาพร้อมกันเพื่อนำไปแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลและฟอกเงินผ่านระบบ DeFi เพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน
จากการเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 5 จุด เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินหลายรายการ ประกอบด้วย รถยนต์หรู 4 คัน อาทิ Bentley, Mercedes-Benz, Toyota Majesty และ Toyota Fortuner มูลค่ารวมกว่า 25 ล้านบาท สินค้าแบรนด์เนม 42 รายการ ทั้งกระเป๋า Hermes, Louis Vuitton, Chanel และ Dior รวมถึงเครื่องประดับหรูอีกกว่า 60 รายการ มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ โทรศัพท์มือถือรวม 21 เครื่อง โฉนดที่ดินมูลค่า 30 ล้านบาท และเอกสารสำคัญทางคดี ซึ่งรวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 1,300 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธและภาคเสธในบางข้อกล่าวหา
ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผกก.3 บก.ปอศ. และ พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.วชิรเชษฐ์ อัครธีระพงศ์ สว.กก.3 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ มอญรัฐ สว.กก.4 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. ดำเนินการ
ที่มา : facebook.com facebook.com

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย