
ร่างกฎหมาย CLARITY Act เตรียมลงมติคณะกรรมาธิการวุฒิสภาวันที่ 15 มกราคม ท่ามกลางกระแสดราม่าหลังพบส.ส.เปิดเผยซื้อ Bitcoin ก่อนโหวตกฎหมายคริปโทฯ
ร่างกฎหมาย CLARITY Act กำลังเข้าสู่จุดชี้ชะตาสำคัญ หลังวุฒิสภาสหรัฐฯ มีกำหนดลงมติในระดับคณะกรรมาธิการ วันที่ 15 มกราคมนี้ เวลา 10:00 น.ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นก้าวแรกของการปรับโครงสร้างการกำกับดูแลตลาดคริปโทฯ ของสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม
ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายนี้เชื่อมั่นว่า หากกฎหมายมีผลบังคับใช้จะช่วยลดการปั่นราคาตลาด ได้มากถึง 70-80% ซึ่งนักวิเคราะห์อย่าง Crypto Rover มองว่ากฎหมายนี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่ตลาดจะพังทลายลงอย่างกะทันหัน เหมือนเหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วที่มูลค่าตลาดหายไปเกือบ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์
การลงมติครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสัปดาห์ ที่อัดแน่นด้วยปัจจัยเสี่ยงของตลาดการเงิน ทั้งการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ Core CPI ของสหรัฐฯ ตามด้วย Core PPI และคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากร ซึ่งล้วนส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดคริปโทฯ
วุฒิสมาชิก John Kennedy ยืนยันว่า การพิจารณารายละเอียดร่างกฎหมาย จะเกิดขึ้นตามกำหนด และมีรายงานว่าประธานคณะกรรมาธิการอย่าง Tim Scott มีแนวโน้มสนับสนุน หากร่างกฎหมายผ่านด่านนี้ จะถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาเต็มรูปแบบ ก่อนย้อนกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร และส่งถึงโต๊ะของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลงนามเป็นกฎหมาย
ฝ่ายสนับสนุนประเมินว่า หากแรงหนุนข้ามพรรคยังเดินหน้าต่อเนื่อง CLARITY Act อาจมีผลบังคับใช้ได้ภายในเดือนมีนาคม 2026 โดย Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Galaxy มองว่า ผลโหวตในคณะกรรมาธิการอาจนำไปสู่คะแนนสนับสนุนระดับ 65–70 เสียงในวุฒิสภา ซึ่งถือว่าเกินกว่ากึ่งหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม กระแสถกเถียงด้านจริยธรรมกลับปะทุขึ้นพร้อมกัน หลัง ส.ส. Byron Donalds เปิดเผยการซื้อ Bitcoin มูลค่าสูงสุดถึง 100,000 ดอลลาร์ ในช่วงเวลาใกล้กับการพิจารณากฎหมาย ทั้งที่ตนมีบทบาทในคณะอนุกรรมาธิการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยีการเงิน และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีส่วนโดยตรงต่อการออกกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล
ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดคำถามซ้ำอีกครั้งว่า นักการเมืองอาจเข้าถึงข้อมูลที่อ่อนไหวต่อตลาดก่อนเปิดเผยสู่สาธารณะหรือไม่ ในจังหวะที่สหรัฐฯ กำลังเร่งวางกติกาใหม่ให้ตลาดคริปโทฯ เดินหน้าอย่างเป็นระบบมากขึ้น
ที่มา : coingape

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย