
ทำไมเพื่อนบ้านเดี๋ยวนี้ไม่รู้จักกันนะ?
ทำไมสังคมเดี๋ยวนี้มันห่างเหินกัน
ทำไมความเอื้อเฟื้อมันหายไป
ทำไมขยะมันเต็มบ้านเต็มเมือง
ทำไมมันไม่มีใครเคารพกฎจราจร
ทำไมไม่มีใครซื้อผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานทั้งหลาย
…
ปัญหาต่างๆ ในสังคมเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะคนไม่อยากทำดี
แต่อาจเป็นเพราะ “เงิน” ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน
“บิตคอยน์กับความมั่งคั่งของเมือง” ทอล์คโชว์ 45 นาทีโดย “อ.ตั้ม” พิริยะ สัมพันธารักษ์ อัดแน่นด้วยมุมมองในการเชื่อมโยงเรื่องโครงสร้างเมือง สังคม และเศรษฐศาสตร์เข้าด้วยกันไว้อย่างน่าสนใจ
เนื่องจาก “อ.ตั๊ม พิริยะ” จบสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง และยังเคยประกอบอาชีพเป็นสถาปนิก รวมทั้งเป็นอาจารย์สอนด้านสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเวลา 7 ปีอีกด้วย
อ.ตั๊ม นำความรู้เดิมด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง มาวิเคราะห์ร่วมกับความรู้ด้านการเงิน เพื่ออธิบายว่าทำไม “เงินที่มั่นคง” (Sound Money) ถึงเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างเมืองที่ยั่งยืน
เปิดฉากเริ่มจาก ปัญหาเมืองที่ไม่น่าอยู่ ขยะล้น หรือคนไม่ใช้สินค้าประหยัดพลังงาน ไม่ใช่เพราะคนเป็นคนไม่ดี แต่เพราะสินค้าเหล่านั้น “ราคาแพงกว่า” เมื่อเทียบกับรายได้ที่ไล่ตามเงินเฟ้อไม่ทัน
ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเลือกสินค้าราคาถูกเพื่อความอยู่รอดทางการเงินในปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวหรือสิ่งแวดล้อมได้
อ.ตั๊ม นำเสนอแนวคิดเรื่อง Time Preference (ความเห็นแก่เวลา) เป็นหัวใจสำคัญ คนที่มี Time Preference สูงจะหวังผลแค่เฉพาะหน้า เอาตัวรอดไปวันๆ ส่วนคนที่มี Time Preference ต่ำ จะคิดการไกลและอดทนรอเพื่ออนาคตได้
ซึ่งคุณภาพของ “เงิน” ในสังคมเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดสิ่งนี้
ในประวัติศาสตร์ ยุคที่สังคมใช้ระบบ “เงินที่มั่นคง” (Sound Money) ซึ่งเก็บรักษามูลค่าได้ จะเป็นยุคที่เกิดนวัตกรรม ศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ อย่างเช่น มหาวิหารในยุคเรเนซองส์ เพราะคนยุคนั้นสร้างเพื่อความยั่งยืนทางจิตวิญญาณและส่งต่อให้ลูกหลาน
ในทางกลับกัน เมื่อเงินด้อยค่าลงสถาปัตยกรรมจะเน้นการลดต้นทุน การก่อสร้างแบบฉาบฉวย หรือตึกเหลี่ยมๆ ที่ขาดจิตวิญญาณ เมืองจะเต็มไปด้วยปัญหากายภาพ เพราะคนไม่มีกำลังพอที่จะลงทุนในสิ่งที่ “ดีที่สุด” แต่เลือกสิ่งที่ “ถูกที่สุด” เพื่อความอยู่รอด
หน้าที่สำคัญที่สุดของเงินคือการเป็นเครื่องมือเก็บรักษามูลค่า (Store of Value) เพื่อส่งต่อหยาดเหงื่อแรงงานจากวันนี้ไปยังอนาคต หากเงินเก็บมูลค่าไม่ได้ สังคมจะพัฒนาได้ยาก
การที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือความยากจนด้วยการ “อัดฉีดงบประมาณ” (ซึ่งมาจากการพิมพ์เงิน) กลับยิ่งทำให้เงินเสื่อมค่าลง ข้าวของแพงขึ้น และคนจนลง ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาเดิมให้หนักกว่าเก่า
ตั้งแต่ปี 1971 ที่โลกยกเลิกมาตรฐานทองคำ รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินได้โดยไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง ทำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่มูลค่าของเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง
การพิมพ์เงินคือการ “ปล้น” หรือโจรกรรมมูลค่าจากกระเป๋าประชาชน เพราะทำให้เงินที่ประชาชนถืออยู่มีอำนาจการซื้อลดลง (เงินเฟ้อ) และความมั่งคั่งถูกถ่ายโอนไปสู่ผู้ที่ผลิตเงินและรัฐบาล
ปัจจุบันแม้คนจะทำงานหนัก แต่เงินเก็บกลับเสื่อมค่าลงตลอดเวลา ทำให้คนส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในความกังวลเรื่องความมั่นคง (Safety needs) ตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การทำเพื่อสังคม การแบ่งปัน หรือการทำตามความฝัน (Self-actualization) ได้อย่างแท้จริง
ต่างจากในอดีตที่เงินมั่นคง คนทำงานเพียงคนเดียวสามารถเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ มีบ้าน และมีเงินเก็บได้ แต่ปัจจุบันเมื่อเงินถูกทำให้ด้อยค่า ทุกคนต้องดิ้นรนทำงานหนักขึ้นแต่กลับจนลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัว ทำให้คนไม่กล้ามีลูก หรือไม่มีเวลาดูแลกัน นำไปสู่ปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา
“บิตคอยน์” ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการพิมพ์เงินอย่างไร้ขอบเขตของรัฐ เป็นเงินที่มีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ) ไม่สามารถปลอมแปลง หรือถูกควบคุมโดยศูนย์กลางได้
เราเริ่มเห็นบิตคอยน์ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินสกุลหลักอย่างดอลลาร์คุณสมบัติสำคัญคือ ไม่มีใครสามารถยับยั้งการทำธุรกรรม หรือเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของบิตคอยน์ตามอำเภอใจได้
การถือครองบิตคอยน์ทำให้การ “เก็บออม” กลับมาเป็นไปได้อีกครั้ง ผู้ที่ศึกษาและถือครองบิตคอยน์มักจะมี Time Preference ต่ำลง “เริ่มมีความหวังกับอนาคต” และเปลี่ยนพฤติกรรมจากการบริโภคเกินจำเป็นมาเป็นการเก็บออมเพื่ออนาคต ซึ่งนำไปสู่สังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ก่อนจะปิดท้ายด้วยประโยคเด็ด “Fix The Money, Fix The World” หากเราหยุดกระบวนการที่ทำให้เงินเสื่อมค่าได้ สังคมที่เกื้อกูลและยั่งยืนจะเกิดขึ้นตามมาเอง
ดูคลิปเต็มได้ที่นี่ >> บิตคอยน์กับความมั่งคั่งของเมือง : สร้างอนาคตที่ยั่งยืนด้วยสกุลเงินดิจิทัลโดย อ.ตั้ม พิริยะ

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย