
จับตา! กฎหมายโครงสร้างตลาดปี 2026 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม “Goldman Sachs” ชี้กฎที่เริ่มชัดคือแรงขับสำคัญเม็ดเงินสถาบันรอบใหม่
Goldman Sachs ประเมินว่า “กฎระเบียบ” คือปัจจัยเร่งที่สำคัญที่สุดต่อการยอมรับคริปโทเคอร์เรนซีของนักลงทุนสถาบัน โดยระบุว่าความไม่ชัดเจนด้านกฎหมายซึ่งเคยเป็นอุปสรรคหลัก กำลังเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งสัญญาณหนุนอุตสาหกรรมคริปโทฯ อย่างจริงจัง
รายงานของธนาคารระบุว่า บริษัทที่ทำธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานคริปโทฯ จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเติบโตของระบบนิเวศ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรตลาดน้อยกว่าธุรกิจเทรดโดยตรง ขณะเดียวกัน การขยาย use case นอกเหนือจากการเก็งกำไร กำลังเปิดประตูให้เงินทุนสถาบันไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
Goldman Sachs มองว่า กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทฯ ของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะพิจารณาในปี 2026 อาจเป็น “ตัวปลดล็อก” สำคัญสำหรับ Tokenization, Decentralized Finance (DeFi) และการเข้ามามีบทบาทของสถาบันการเงินอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะหากผ่านความเห็นชอบในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมจะเพิ่มความเสี่ยงด้านการเมือง
บรรยากาศด้านกฎระเบียบเริ่มผ่อนคลายชัดเจนหลัง Donald Trump เข้ารับตำแหน่ง และมีการปรับโครงสร้างผู้นำ ก.ล.ต.โดยแต่งตั้ง Paul Atkins เป็นประธาน ส่งผลให้หน่วยงานกำกับลดท่าทีการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก และยุติคดีคริปโทฯ ที่ค้างอยู่เกือบทั้งหมด
ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในสภาคองเกรส จะกำหนดกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกโทเคไนซ์ รวมถึง DeFi และแบ่งอำนาจหน้าที่ระหว่าง SEC กับ Commodity Futures Trading Commission (CFTC) ให้ชัดเจน ซึ่ง Goldman มองว่าเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการเปิดทางเงินทุนสถาบัน
ข้อมูลสำรวจของธนาคารชี้ว่า 35% ของสถาบันมองความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบเป็นอุปสรรคหลัก ขณะที่ 32% เห็นว่าความชัดเจนทางกฎหมายคือปัจจัยเร่งสำคัญ แม้ปัจจุบันสถาบันจะลงทุนในคริปโทฯ เฉลี่ยเพียง 7% ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร แต่ถึง 71% ระบุว่ามีแผนเพิ่มสัดส่วนใน 12 เดือนข้างหน้า
ในเชิงโครงสร้างตลาด การอนุมัติ Bitcoin ETF ตั้งแต่ปี 2024 ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเติบโตแตะราว 115,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 ขณะที่ Ether ETF ทะลุ 20,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนการเข้ามาของเงินสถาบันอย่างเป็นรูปธรรม
ที่มา : coindesk

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย