
Hyperliquid หรือเหรียญ HYPE พุ่งทำ ATH ใหม่ที่ 64 ดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะตลาดคริปโทที่โดยรวมยังซบเซา และสินทรัพย์หลักอย่าง Bitcoin, Ether และ XRP แทบไม่ขยับมากนัก
การปรับขึ้นของ HYPE จึงไม่ใช่แค่การรีบาวด์ของเหรียญตัวหนึ่ง แต่ทำให้ตลาดสนใจว่า Hyperliquid แตกต่างจาก DEX อื่น ๆ อย่างไร และทำไมโปรเจกต์นี้ถึงได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในตลาดคริปโท คำว่า DEX หรือกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ นักลงทุนน่าจะนึกถึงแพลตฟอร์มแบบ Uniswap ที่ผู้ใช้เข้ามา swap เหรียญ หรือแลกสินทรัพย์กันบนบล็อกเชน แต่ Hyperliquid ไม่ได้พยายามเป็น Uniswap อีกตัว
สิ่งที่ Hyperliquid พยายามทำต่างออกไป คือการสร้างระบบเทรดอนุพันธ์แบบ on-chain ที่เร็ว ลื่น และมีสภาพคล่องมากพอที่จะชนกับกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ หรือ CEX ได้โดยตรง
จุดเริ่มต้นของ Hyperliquid คือการเป็น Perpetual DEX หรือแพลตฟอร์มเทรดสัญญาอนุพันธ์แบบไม่มีวันหมดอายุ
แต่แทนที่จะพึ่งพาเชนอื่นไปเรื่อย ๆ Hyperliquid เลือกที่จะสร้าง Layer 1 ของตัวเองขึ้นมา เพื่อให้ระบบ orderbook, perpetual trading, spot trading และแอปพลิเคชันทางการเงินอื่น ๆ ทำงานอยู่บนโครงสร้างเดียวกัน
นี่คือเหตุผลที่หลายคนในชุมชนเรียก Hyperliquid ว่า “on-chain Binance” เพราะมันไม่ได้เน้นแค่ความเป็น DeFi แต่พยายามทำให้ประสบการณ์ใช้งานใกล้กับ CEX ทั้งในแง่ความเร็ว ความลื่น และความง่ายในการเข้าใช้งาน
หัวใจสำคัญของ Hyperliquid คือการมีบล็อกเชนของตัวเอง ซึ่งประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ HyperCore และ HyperEVM
HyperCore คือส่วนหลักที่ดูแลระบบการซื้อขายของ Hyperliquid เช่น orderbook สำหรับตลาด spot และ perpetual ส่วน HyperEVM คือพื้นที่สำหรับนักพัฒนาที่ต้องการสร้างแอปพลิเคชันทางการเงินบน Hyperliquid
จุดคัญคือ HyperEVM ไม่ได้เป็นเชนแยกออกไปอีกอันหนึ่ง แต่ทำงานอยู่ภายใต้ระบบความปลอดภัยเดียวกับ HyperCore ผ่าน HyperBFT consensus ทำให้แอปที่สร้างบน HyperEVM สามารถเชื่อมต่อกับสภาพคล่องและ orderbook ของ HyperCore ได้โดยตรง
พูดให้เข้าใจง่ายคือ นักพัฒนาไม่ได้แค่สร้างแอปบนเชนใหม่เท่านั้น แต่สามารถดึงสภาพคล่องจากระบบเทรดหลักของ Hyperliquid มาใช้ในแอปของตัวเองได้ด้วย
ตัวอย่างเช่น โปรเจกต์หนึ่งสามารถออก ERC-20 token บน HyperEVM และสร้างตลาด spot ของ token เดียวกันบน HyperCore ได้แบบ permissionless เมื่อทั้งสองส่วนเชื่อมกันแล้ว ผู้ใช้ก็สามารถใช้ token นั้นในแอปบน HyperEVM และนำไปเทรดบน orderbook ของ Hyperliquid ได้ทันที
จุดนี้ต่างจากการ listing บน CEX เพราะไม่ต้องผ่านการเจรจาหลังบ้าน หรือรอให้กระดานเทรดอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ อีกทั้งยังลดความเสี่ยงจากการ bridge เพราะ token และตลาดซื้อขายอยู่บนโครงสร้างเดียวกัน
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ lending protocol ที่สามารถอ่านราคาจาก orderbook ของ HyperCore เพื่อใช้คำนวณระดับความเสี่ยงของหลักประกัน และหากต้อง liquidate ก็สามารถส่งคำสั่งซื้อขายผ่าน HyperCore ได้โดยตรงผ่าน smart contract ได้
แนวคิดนี้ทำให้สภาพคล่องของ Hyperliquid ไม่ได้มีประโยชน์แค่สำหรับคนที่เข้ามาเทรดเท่านั้น แต่ยังสามารถกลายเป็นฐานให้แอปการเงินอื่น ๆ นำไปต่อยอดได้ด้วย
DEX จำนวนมากใช้โมเดล AMM หรือระบบ liquidity pool แต่ Hyperliquid เลือกใช้ orderbook แบบ on-chain ซึ่งใกล้เคียงกับระบบของกระดานเทรดแบบรวมศูนย์มากกว่า
แพลตฟอร์มนี้รองรับทั้ง perpetual trading และ spot trading โดยเคยเปิดตลาด pre-market ให้ผู้ใช้เก็งกำไรเหรียญก่อน TGE เช่น ZRO, BLAST, JUP และ EIGEN
ในฝั่ง spot trading Hyperliquid ยังมีระบบ Dutch auction สำหรับสิทธิ์ ticker โดยเปิดให้โปรเจกต์เข้ามาประมูลเพื่อสร้างตลาด spot ของตัวเองบน HyperCore ได้
Oracle ของ Hyperliquid ใช้ข้อมูลราคาจากหลาย CEX เช่น Binance, OKX, Bybit, Kraken, Kucoin, Gate.io และ MEXC เพื่อนำมาคำนวณราคาที่ใช้ในระบบ funding rate, mark price, margin, liquidation และคำสั่งซื้อขายต่าง ๆ
ทั้งหมดนี้ทำให้ Hyperliquid ไม่ได้เป็นเพียง DEX ที่มีหน้าเว็บสวยหรือเทรดง่าย แต่เป็นระบบที่พยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับตลาดอนุพันธ์บนเชนแบบเต็มรูปแบบ
การเปิดตัว HYPE token เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของ Hyperliquid เพราะ airdrop ครั้งนี้ถูกพูดถึงมากในตลาด
HYPE แจก airdrop ถึง 31% ของ supply หรือประมาณ 310 ล้าน HYPE ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย airdrop ทั่วไปที่มักอยู่ในช่วง 5–15% ของ supply
อีกจุดที่ทำให้ HYPE แตกต่างคือ Hyperliquid เป็นทีมที่ไม่ได้รับเงินทุนจาก VC จึงไม่มี allocation ให้ private investors สิ่งนี้ช่วยเสริมภาพของโปรเจกต์ว่าเป็นการเปิดตัวที่ค่อนข้างแฟร์ เมื่อเทียบกับหลายโปรเจกต์ที่มีแรงขายจากนักลงทุนรอบต้น ๆ
หลังเปิดตัว HYPE เคยมีมูลค่าตลาดราว 1.7 พันล้านดอลลาร์ และ FDV ราว 5.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่า dYdX ที่มี valuation ราว 1.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่พอใจกับ airdrop เพราะผู้ที่ต้องการรับสิทธิ์ต้องเคยลงทะเบียนและยอมรับ Terms and Conditions ล่วงหน้า
แต่ในภาพรวม HYPE ถูกมองว่าไม่ใช่แค่ governance token ทั่วไป เพราะมีแนวโน้มถูกใช้กับ L1 staking และ governance ของเครือข่าย Hyperliquid ด้วย
ล่าสุด HYPE กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังราคาขึ้นแรงกว่า 20% ในรอบ 24 ชั่วโมง มาอยู่บริเวณ 61 ดอลลาร์ และกลายเป็นเหรียญที่ทำผลงานดีที่สุดในกลุ่ม Top 100 crypto by market cap ในวันดังกล่าว
จุดที่น่าสนใจคือ การปรับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ทั้งตลาดคริปโทวิ่งพร้อมกัน เพราะ Bitcoin, Ether และ XRP แทบไม่ขยับ หรือปรับตัวลดลงเล็กน้อยไม่ถึง 1% ขณะที่เหรียญอื่นที่ปรับขึ้น เช่น MNT, ZEC และ WLD ก็ยังขึ้นน้อยกว่า HYPE อย่างชัดเจน
จากข้อมูลราคาปัจจุบัน HYPE ซื้อขายอยู่บริเวณ 61.36–61.37 ดอลลาร์ ใกล้กับจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 64.32 ดอลลาร์ ซึ่งทำไว้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2026 และหากเทียบกับจุดต่ำสุดที่ 3.20 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2024 ราคาปัจจุบันสะท้อนการฟื้นตัวขึ้นมามากกว่า 1,800%
การขึ้นแรงรอบนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการรีบาวด์ของเหรียญหนึ่งตัว แต่สะท้อนว่าตลาดกำลังเริ่มให้มูลค่ากับ narrative ของ Hyperliquid ในฐานะโครงสร้างพื้นฐาน DeFi ที่มีการใช้งานจริง โดยเฉพาะในตลาด perpetual futures
กระแส ETF เป็นอีกแรงหนุนสำคัญ หลัง 21Shares เปิดตัว THYP และ Bitwise เปิดตัว BHYP ในเดือนพฤษภาคม 2026 ทำให้นักลงทุนสถาบันมีช่องทางเข้าถึง HYPE ผ่านผลิตภัณฑ์ตลาดทุนแบบดั้งเดิมมากขึ้น
Spot Hyperliquid ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าใหม่สูงเป็นสถิติ 25.5 ล้านดอลลาร์ในวันพุธที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ยอด inflow สะสมในช่วง 7 วันแรกของการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 54 ล้านดอลลาร์
กองทุนของ 21Shares ภายใต้ตัวย่อ THYP มีเงินไหลเข้ามากสุดที่ 16.7 ล้านดอลลาร์ในวันเดียวกัน ส่วน Bitwise ภายใต้ ticker BHYP มีบันทึกเงินไหลเข้าอีก 8.8 ล้านดอลลาร์
Peter Chung หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Presto Research มองว่า นักลงทุนสถาบันกำลังคว้าโอกาสในการเข้าถึง HYPE และจากข้อมูลก็แสดงให้เห็นว่า สถาบันกำลังเข้าซื้อ HYPE ETF เร็วกว่าที่เคยเกิดกับ BTC ETF หากเทียบแบบปรับตามมูลค่าตลาด
จากกระแสดังกล่าวทำให้ HYPE ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่เหรียญของผู้ใช้ DeFi หรือกลุ่ม airdrop hunter อีกต่อไป แต่เริ่มถูกเล่าในฐานะสินทรัพย์ที่สถาบันสามารถเข้าถึงผ่านเครื่องมือการลงทุนแบบดั้งเดิมได้
นอกจากนี้ Bitwise ยังประกาศว่าจะนำ 10% ของ management fees จาก BHYP ไปซื้อ HYPE เข้า balance sheet ของบริษัท และนำไป stake ด้วย ซึ่งยิ่งช่วยเพิ่มภาพว่า HYPE มี narrative เรื่องการสะสมเหรียญและการใช้งานจริงควบคู่กัน
แม้มีรายงานจาก Lookonchain ว่า wallet ที่ถูกเชื่อมโยงกับ Grayscale มีการซื้อ HYPE จำนวนมาก แต่ภายหลังโฆษกของ Grayscale ได้ปฏิเสธว่า wallet ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบริษัท อย่างไรก็ตาม Grayscale เองก็ได้ยื่นขอเปิดตัว spot Hyperliquid ETF แล้วเช่นกัน
แม้ Hyperliquid จะขึ้นมาเป็นผู้นำของตลาด perps DEX แต่ตลาดนี้ยังมีการแข่งขันสูงมาก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้นำของตลาด perps DEX ถูกเปลี่ยนมือไปแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ dYdX, GMX, Vertex และมาถึง Hyperliquid ในปัจจุบัน แต่ถึง Hyperliquid จะมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ส่วนแบ่งของมันก็ยังต่ำกว่า 30% สะท้อนว่าตลาดยังกระจายอยู่ และไม่มีผู้เล่นรายใดผูกขาดแบบชัดเจน
คู่แข่งอื่น ๆ เช่น SynFutures V3, Jupiter Perpetual Exchange, Apex Omni และ edgeX ต่างก็ยังมีส่วนแบ่งตลาดของตัวเอง ขณะที่ dYdX V4 ซึ่งเคยเป็นผู้เล่นสำคัญ เหลือส่วนแบ่งราว 4.61%
อีกประเด็นที่ต้องมองคือ ปริมาณการซื้อขายอนุพันธ์คริปโทโดยรวมยังคงถูกครองโดย CEX อย่าง Binance เป็นหลัก โดย on-chain DEX มีสัดส่วนเพียงประมาณ 3–5% ของวอลุ่มทั้งหมดเท่านั้น
แปลว่า แม้ Hyperliquid จะโตเร็ว แต่โจทย์ใหญ่ยังไม่ใช่แค่การชนะ DEX รายอื่น แต่คือการพิสูจน์ว่า DeFi perps สามารถดึงวอลุ่มบางส่วนออกจาก CEX ได้จริงในระยะยาว
หากมองในภาพรวม Hyperliquid ต่างจาก DEX จำนวนมากตรงที่มันไม่ได้เริ่มจากการทำระบบ swap ให้ถูกลง หรือสร้าง AMM อีกแบบหนึ่ง แต่เริ่มจากโจทย์ว่า จะสร้างตลาดอนุพันธ์แบบ on-chain ให้เร็วพอ ลึกพอ และใช้งานง่ายพอที่จะชนกับ CEX ได้อย่างไร
การสร้าง L1 ของตัวเอง ทำให้ Hyperliquid สามารถออกแบบระบบตั้งแต่ฐานล่างสุด ทั้ง consensus, orderbook, spot market, perpetual market, oracle, vault และ application layer ให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน
HyperCore ทำหน้าที่เป็นแกนหลักของตลาดซื้อขาย ส่วน HyperEVM เปิดพื้นที่ให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันทางการเงินที่สามารถใช้ liquidity จาก orderbook ของ Hyperliquid ได้โดยตรง
นี่คือความต่างสำคัญ เพราะในหลายระบบ DeFi liquidity มักกระจายอยู่คนละแอป คนละ pool หรือคนละเชน แต่ Hyperliquid พยายามรวม trading และ building ให้อยู่บนโครงสร้างเดียวกัน
ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย Hyperliquid ไม่ได้พยายามเป็นแค่ DEX สำหรับเทรดเหรียญ แต่กำลังพยายามเป็นเชนการเงินที่มี orderbook เป็นหัวใจหลักอยู่นั่นเอง
อ้างอิง : coinmarketcap blockworks hyperliquid theblock sosovalue

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย