
เหตุการณ์ที่ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงสู่ระดับราว 1 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ถึงการพังทลายของ “ความเชื่อมั่นในเงินเฟียต” อีกครั้ง ซึ่งการพังทลายลงครั้งนี้ ผลกระทบไม่ได้จบอยู่แค่ในอิหร่าน แต่มันส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก
ภายในไม่กี่วัน เงินออมของประชาชนจำนวนมากแทบไร้ค่า ร้านค้าไม่สามารถตั้งราคาสินค้าได้เหมือนเดิม ประชาชนไม่สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้ ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในสังคมอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของประเทศ
การประท้วงในอิหร่านครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานานทั้งจากเงินเฟ้อเรื้อรัง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศที่ถูกจำกัดมาอย่างยาวนาน
จนในที่สุดแล้ว “เงินเฟียต” ที่ควรเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการใช้ชีวิตประจำวัน กลับไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อีกต่อไป
เมื่อ “เงิน” เริ่มใช้การไม่ได้ ความไม่พอใจจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องปากท้อง แต่ขยายไปสู่ปัญหาที่ฝังรากลึกกว่านั้นเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจ การบริหารประเทศ และความชอบธรรมของรัฐ
ภาพการประท้วงจากบาซาร์ในเตหะรานที่ลุกลามไปทั่วทั้ง 31 จังหวัด คือหลักฐานว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นวิกฤตระดับชาติ
ขณะเดียวกัน วิกฤตค่าเงินเรียลยังทำให้เกิดการถกเถียงในระดับโลก โดยเฉพาะในหมู่นักลงทุนและชุมชนคริปโท ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเงินเฟียตสูญเสียความเชื่อมั่น และผู้คนเริ่มมองหาทางเลือกอื่นในการรักษามูลค่าทรัพย์สินของตนเอง
แม้ประเด็นนี้จะยังไม่ใช่ข้อสรุปในทันที แต่ก็เป็นฉากหลังสำคัญที่ทำให้ชื่อของ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลกลับถูกพูดถึงมากขึ้นอีกครั้ง
ก่อนจะไปถึงคำถามที่ว่า วิกฤตครั้งนี้มีความหมายอย่างไรต่อ Bitcoin และตลาดคริปโท สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจก่อนว่า การประท้วงในอิหร่านเกิดจากอะไร ?
เราจะมาเริ่มไล่ไทม์ไลน์เหตุการณ์ของการประท้วงในอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ค่าเงินเรียลเริ่มพัง ไปจนถึงการยกระดับการปราบปรามของรัฐ เพื่อให้เห็นภาพรวมของวิกฤตที่กำลังเขย่าประเทศนี้
28 ธ.ค. 2568
การประท้วงปะทุขึ้นในตลาดใหญ่ 2 แห่งใจกลางกรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน หลังจากค่าเงินเรียลอิหร่านอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.42 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
29 ธ.ค 2568
โมฮัมหมัด เรซา ฟาร์ซิน ผู้ว่าการธนาคารกลางลาออก ขณะที่การประท้วงในเตหะรานขยายไปยังเมืองอื่นๆ และตำรวจใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม
30 ธ.ค 2568
การประท้วงขยายวงกว้างไปยังเมืองต่างๆ และมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน พบปะกับกลุ่มผู้นำทางธุรกิจและให้คำมั่นว่ารัฐบาล “จะไม่ละความพยายามใดๆ ในการแก้ปัญหา” เศรษฐกิจ
31 ธ.ค 2568
อับดุลนาสเซอร์ เฮมมาตี ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ และเกิดเหตุรุนแรงในเมืองฟาซา ทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยผู้ประท้วงบุกเข้าไปในสำนักงานผู้ว่าการและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
1 ม.ค 2569
มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการประท้วงอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย โดยเหตุรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในเมืองอัซนา จังหวัดโลเรสถาน การชุมนุมเริ่มเปลี่ยนจากเรื่องเศรษฐกิจเป็นการต่อต้านรัฐบาล
2 ม.ค 2569
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวผ่าน Truth Social ว่าหากอิหร่าน “ใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง สหรัฐฯ จะเข้าช่วยเหลือ” และเตือนว่า “เราพร้อมแล้ว” อีกทั้งการประท้วงได้ขยายไปยังกว่า 100 แห่งใน 22 จังหวัดจากทั้งหมด 31 จังหวัด
3 ม.ค 2569
อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า “ผู้ก่อจลาจลต้องถูกจัดการ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการไฟเขียวให้กองกำลังความมั่นคงเริ่มปราบปรามอย่างจริงจังมากขึ้น การประท้วงขยายไปกว่า 170 แห่งใน 25 จังหวัด มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน และถูกจับกุม 580 คน
4-5 ม.ค. 2569
มีวิดีโอการใช้กระสุนจริง การบุกโรงพยาบาล และการทำร้ายผู้ชุมนุม หน่วยปราบจลาจลใช้ มอเตอร์ไซค์ ไล่สลายม็อบในหลายเมือง
6 ม.ค. 2569
ผู้ประท้วงจัดประท้วงที่ Grand Bazaar ในกรุงเตหะราน ก่อนถูกสลายด้วยแก๊สน้ำตา ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 36 ราย การประท้วงขยายไปกว่า 280 แห่งใน 27 จังหวัด
7 ม.ค. 2569
ค่าเงินเรียลอิหร่านร่วงลงอย่างรุนแรง จากราว 0.000024 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 1 เรียล เหลือเพียงประมาณ 0.000001 ดอลลาร์ต่อ 1 เรียล
8 ม.ค. 2569
ผู้คนออกมาประท้วงในช่วงข้ามคืนตามคำเรียกร้องของมงกุฎราชกุมารที่ลี้ภัยของอิหร่าน รัฐบาลตอบโต้ด้วยการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตและการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ
9 ม.ค. 2569
รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะมีการปราบปราม แต่ผู้ประท้วงยังคงออกมาชุมนุม HRANA รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 65 คน และถูกควบคุมตัวกว่า 2,300 คน
10 ม.ค. 2569
การประท้วงดำเนินมาครบ 2 สัปดาห์ ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 116 คน อัยการสูงสุด โมฮัมหมัด โมวาเฮดี อาซาด เตือนว่าผู้เข้าร่วมประท้วงจะถูกพิจารณาว่าเป็น “ศัตรูของพระเจ้า” ซึ่งเป็นข้อหามีโทษถึงประหารชีวิต
11 ม.ค. 2569
ทรัมป์กล่าวว่าอิหร่านเสนอการเจรจาหลังจากที่เขาขู่จะโจมตีอิหร่าน นักเคลื่อนไหวระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 544 คน
12 ม.ค. 2569
ทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social ว่าจะเรียกเก็บภาษี 25% สำหรับสินค้าจากประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน
วิกฤตค่าเงินเรียลของอิหร่าน ไม่ได้ทำให้ Bitcoin หรือคริปโท “เกิดบทบาทใหม่” แต่เป็นการทำให้ผู้คนกลับมาสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่เงินเฟียตไม่สามารถทำหน้าที่พื้นฐานของมันได้
ในความเป็นจริง เมื่อค่าเงินสูญเสียอำนาจซื้ออย่างรวดเร็ว ประชาชนอิหร่านไม่ได้มอง Bitcoin เป็นทางออกแรก
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงแรก คือพฤติกรรมเชิงป้องกันของประชาชนแบบเดียวกับประเทศที่เคยเผชิญวิกฤตค่าเงินมาก่อนเช่น เวเนซูเอลา ที่ประชาชนหันมาพึ่งสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันตัวเองจากค่าเงินที่กำลังล่มสลาย และการควบคุมของรัฐบางที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐเริ่มจำกัดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ควบคุมระบบธนาคาร และปิดช่องทางทางการเงิน เหตุการณ์ในอิหร่านก็ถูกหยิบขึ้นมาโดยชุมชนคริปโทและกลุ่ม Bitcoiners ในฐานะตัวอย่างล่าสุดของความล้มเหลวของเงินเฟียต ภายใต้การควบคุมของรัฐ
การที่ชุมชนคริปโทและ Bitcoiners หยิบกรณีอิหร่านขึ้นมาพูดถึง ไม่ได้หมายความว่าผู้คนในประเทศกำลังแห่มาใช้คริปโท แต่เป็นเพียงการใช้เหตุการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาซ้ำ ๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อรัฐสูญเสียความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของเงินตรา
ในมุมของชาวคริปโท วิกฤตอิหร่านสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเงินเฟียตอย่างชัดเจน ตั้งแต่การพึ่งพาความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียว การขยายปริมาณเงินเพื่ออุดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการใช้อำนาจรัฐเข้าควบคุมเมื่อสถานการณ์เริ่มบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเงินเฟียตเริ่มใช้งานไม่ได้ รัฐก็มักจะตอบโต้ด้วยมาตรการเข้มงวดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การควบคุมธนาคาร หรือการปิดกั้นการสื่อสาร ซึ่งยิ่งตอกย้ำมุมมองของชาวคริปโทว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมของประชาชน แต่อยู่ที่โครงสร้างของระบบการเงินเอง
Cryptoslate ระบุว่า ในบริบทนี้ Bitcoin ถูกยกขึ้นมาไม่ใช่ในฐานะ “ทางออก” แต่เป็นในฐานะตัวอย่างของระบบการเงินรูปแบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความเชื่อถือในรัฐหรือสถาบันการเงินกลาง
แม้ในความเป็นจริง การใช้งานจะยังเผชิญข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะในประเทศที่รัฐสามารถปิดอินเทอร์เน็ตและลงโทษผู้ใช้งานได้อย่างเข้มงวด ซึ่งทำให้ช่องว่างระหว่างแนวคิดของระบบที่ “ต้านการควบคุม” กับการใช้งานจริงกว้างขึ้นอย่างชัดเจน
ในกรณีของอิหร่าน รัฐใช้ทั้งการปิดกั้นการสื่อสาร ควบคุมแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน และออกกฎหมายเอาผิดกับการถือหรือทำธุรกรรมคริปโท ส่งผลให้การเข้าถึง Bitcoin ของประชาชนต้องอาศัยช่องทางที่อยู่นอกการกำกับของรัฐ ซึ่งทั้งยุ่งยากและมีความเสี่ยงสูง
สำหรับตลาดคริปโท วิกฤตอิหร่านอาจไม่ได้เป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางราคาของ Bitcoin แต่เหตุการณ์นี้ช่วยตอกย้ำปัญหาสำคัญที่นักลงทุนจับตามองอยู่เสมอ นั่นคือ ความเปราะบางของระบบการเงินแบบรัฐผูกขาด และสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อมั่นในเงินตราเริ่มสั่นคลอน
หรือพูดง่าย ๆ คือ อิหร่านไม่ได้ทำให้ Bitcoin “ราคาขึ้น” หรือ “สำคัญขึ้น” ในทันที แต่มันทำให้เห็นว่าในกรณีที่เงินเฟียตหมดมูลค่าไป Bitcoin และคริปโทจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางเลือกควบคู่กับทองคำและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
อ้างอิง : bbc bbc ndtv cryptoslate nytimes efin.finance

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย