
ชาวอิหร่านจำนวนมากเริ่มถอนบิตคอยน์ออกจากกระดานเทรด ไปเก็บไว้ในกระเป๋าเงินส่วนตัว สะท้อนบทบาทของบิตคอยน์ในฐานะ “ที่หลบภัยทางการเงิน” เมื่อรัฐและระบบการเงินไม่อาจพึ่งพาได้
แรงขับสำคัญมาจากการล่มสลายของค่าเงินเรียล (IRR) ซึ่งสูญเสียอำนาจซื้ออย่างรวดเร็วจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรง จนทำให้เงินประจำชาติแทบไม่มีค่าและทำลายอำนาจซื้อของประชาชนอย่างรุนแรง
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน Chainalysis ชี้ว่า ตั้งแต่การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม จนถึงวันที่ 8 มกราคม ซึ่งรัฐบาลอิหร่านสั่งปิดอินเทอร์เน็ต พบปริมาณธุรกรรมการถอน BTC จากกระดานเทรดในประเทศ ไปยังกระเป๋าเงินส่วนตัวที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Chainalysis ระบุว่า สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือ “การเพิ่มขึ้นของการถอนบิตคอยน์จากกระดานเทรดอิหร่านไปยังกระเป๋าเงินส่วนตัวที่ไม่ระบุตัวตน” ซึ่งสะท้อนว่า ชาวอิหร่านเร่งถือครองบิตคอยน์ด้วยตนเองในช่วงการประท้วง มากกว่าช่วงเวลาปกติอย่างชัดเจน
บิตคอยน์ ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ มีจำนวนจำกัดสูงสุด 21 ล้านเหรียญ และไม่ขึ้นกับรัฐหรือธนาคาร ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินกระดาษที่ล่มสลาย โดยเฉพาะในช่วงความไม่สงบทางการเมือง เพราะสามารถโอนข้ามพรมแดนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบการเงินของรัฐ
Chainalysis มองว่า การสะสมบิตคอยน์ของชาวอิหร่านเป็น “การตอบสนองอย่างมีเหตุผล” ต่อการพังทลายของระบบการเงินภายในประเทศ โดย BTC มอบทั้ง “สภาพคล่อง” และ “ทางเลือก” ให้ประชาชนเข้าถึงเงินสดนอกระบบทางการได้อย่างรวดเร็ว
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอิหร่าน แต่สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก เมื่อรัฐใช้มาตรการกดดันประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการปราบปรามทางการเมือง ผู้คนมักหันไปพึ่งคริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รายงานยังชี้ว่า ฝ่ายอำนาจในอิหร่านเองก็หันมาใช้คริปโทฯ อย่างจริงจัง โดยกระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับ Islamic Revolutionary Guard Corps หรือ IRGC มีสัดส่วนกิจกรรมคริปโทฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คิดเป็นมากกว่า 50% ของมูลค่าคริปโทฯ ทั้งหมดที่ไหลเข้าอิหร่านในไตรมาส 4 ปี 2025
ที่มา : coindesk

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย