
พี่เบิ้มแห่งวอลล์สตรีทอย่าง “Jamie Dimon” ซีอีโอธนาคาร JPMorgan เตือนเทคโนโลยีที่ทำงานบนบล็อกเชน ไม่ว่าจะเป็น Tokenization, Stablecoin และ Smart Contract กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งโดยตรงของธนาคารแบบดั้งเดิม
เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจพีมอร์แกน (JPMorgan) ได้ส่งจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น โดยส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีที่ทำงานบนบล็อกเชน ไม่ว่าจะเป็น Tokenization, Stablecoin และ Smart Contract กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งโดยตรงของธนาคารแบบดั้งเดิม
ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้อาจเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานหลักของธนาคารไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งระบบการชำระเงิน การซื้อขายหลักทรัพย์ และการจัดการสินทรัพย์
กระแสของ “Tokenization” หรือการนำสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน พันธบัตรรัฐบาล หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์ มาแปลงสภาพเป็นโทเคนดิจิทัลบนเครือข่ายบล็อกเชน กำลังเป็นเป้าหมายหลักของทั้งบริษัทคริปโทฯ และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่ในวงการการเงินโลกอย่าง BlackRock, Franklin Templeton และ Goldman Sachs ต่างก็เริ่มเปิดตัวหรือทดสอบกองทุนในรูปแบบโทเคนกันแล้ว
ไดมอนอธิบายว่า ระบบที่ทำงานด้วยบล็อกเชนทำให้การทำธุรกรรมและการชำระราคา (Settlement) เกิดขึ้นได้แทบจะในทันที สิ่งนี้ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถโอนสินทรัพย์ระหว่างกันได้โดยตรง ซึ่งจะไปกดดันรายได้จากค่าธรรมเนียมของธนาคารให้ลดลง และในขณะเดียวกัน Stablecoin ก็อาจกลายมาเป็นทางเลือกใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนเงินฝากของธนาคารได้เลยทีเดียว
เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ไดมอนเน้นย้ำว่า JPMorgan จะต้องไม่อยู่นิ่งและต้องเร่งเครื่องพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนของตัวเองให้เร็วขึ้น โดยที่ผ่านมาธนาคารได้ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างแผนก Kinexys (ชื่อเดิมคือ Onyx) พร้อมชูโรงด้วยผลิตภัณฑ์อย่าง “JPM Coin” ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ธนาคารสร้างขึ้นเอง เพื่อให้ลูกค้าระดับสถาบันสามารถโอนเงินหากันได้แบบเรียลไทม์ นำมาทดแทนระบบการโอนเงินภายในแบบเก่าที่ล่าช้า
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริหารระดับสูงรายนี้จะให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานมาใช้ แต่เขาก็ยังคงจุดยืนเดิมที่จะไม่สนับสนุนสินทรัพย์คริปโทฯ อย่างบิตคอยน์ (Bitcoin) ในจดหมายฉบับนี้
นอกเหนือจากมิติทางเทคโนโลยีแล้ว ซีอีโอของ JPMorgan ยังได้แสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจมหภาค โดยเตือนว่าปัญหาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก หนี้สาธารณะ และราคาสินทรัพย์ที่อยู่ในระดับสูง อาจส่งผลให้ปัญหาเงินเฟ้อยืดเยื้อ และผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่ตลาดการเงินคาดการณ์เอาไว้
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ย้ำชัดเจนว่า การผงาดขึ้นมาของเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่นี้ ไม่ใช่แค่กระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะกำหนดทิศทางกลยุทธ์ระยะยาวของเจพีมอร์แกนต่อไป
ที่มา : Coindesk

Digital Asset News Editor, efinanceThai