
Ledger ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ต เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “BTC yield” บนแอป Ledger Wallet อย่างเป็นทางการ เปิดทางให้ผู้ถือบิตคอยน์สามารถเข้าถึงโอกาสสร้างผลตอบแทนผ่านระบบ DeFi ได้
ฟีเจอร์ดังกล่าวเริ่มทยอยเปิดให้ใช้งานผ่านเมนู Discover บน Ledger Wallet ตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา โดยเป็นการเชื่อมต่อผ่านแพลตฟอร์มภายนอก ไม่ได้ฝังระบบไว้ในวอลเล็ตโดยตรง ซึ่งผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึง LBTC ของ Lombard ซึ่งเป็นโทเคนที่มีบิตคอยน์หนุนหลัง และถูกออกแบบมาให้สร้างผลตอบแทนในระบบ DeFi ระดับสถาบัน
LBTC สร้างผลตอบแทนในหน่วย BTC ผ่านการสนับสนุนกลไกยืนยันเครือข่ายโดย Figment บน Babylon Bitcoin Staking Protocol โดยไม่ได้เป็นการ stake บนบล็อกเชนบิตคอยน์โดยตรง (ซึ่งไม่รองรับ staking) แต่เป็นการใช้กลไกความมั่นคงทางเศรษฐศาสตร์จากบิตคอยน์ไปผูกกับเครือข่ายอื่นแทน
Jean-Francois Rochet รองประธานบริหารฝ่ายบริการลูกค้าของ Ledger กล่าวว่า ในอดีตผู้ถือ BTC มีทางเลือกจำกัดมาก หากต้องการสร้างผลตอบแทนโดยไม่ขายเหรียญหรือย้ายสินทรัพย์ออกจากระบบเดิม และฟีเจอร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดมิติใหม่ให้ทั้งนักถือยาว และนักเทรดสามารถนำบิตคอยน์ไปใช้งานในโลก DeFi ได้มากขึ้น
ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้ที่ฝาก BTC ผ่าน Ledger Wallet โดยเชื่อมกับ Figment จะถูกแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนที่สร้างผลตอบแทน สำหรับกรณีของ Lombard ผู้ใช้ต้องยืนยันธุรกรรมสองขั้นตอน ได้แก่ การเซ็นข้อความบน Ethereum เพื่อระบุบัญชีปลายทางของ LBTC และการโอนบิตคอยน์ไปยังที่อยู่ของ Lombard
อย่างไรก็ตาม Ledger ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นอัตราผลตอบแทน ความเสี่ยง โครงสร้างค่าธรรมเนียม หรือพื้นที่เขตอำนาจที่รองรับ รวมถึงไม่ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าการถือครองแบบ self-custody จะถูกนิยามอย่างไรหลังจาก BTC ถูกแปลงเป็น LBTC หรือมีมาตรการคุ้มครองใดในกรณีที่โปรโตคอลเกิดความล้มเหลวหรือถูกโจมตี ซึ่งยังเป็นคำถามเปิดสำหรับนักลงทุนในช่วงเริ่มต้นของการเปิดใช้งาน
ที่มา : theblock

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย