
ดราม่าวงการคริปโทฯ สองผู้ร่วมก่อตั้งโปรเจกต์ NEO อย่าง Da Hongfei และ Erik Zhang แตกคอกันเรื่องการปรับโครงสร้างและสิทธิ์ในการควบคุมคลังสินทรัพย์มูลค่ากว่า 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เตรียมโยนชุมชนตัดสินชะตากรรม
โปรเจกต์คริปโทเคอร์เรนซีอย่าง “NEO” กำลังเผชิญกับปัญหาภายในอย่างหนัก เมื่อสองผู้ร่วมก่อตั้งคือ Da Hongfei และ Erik Zhang มีความเห็นไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรงเรื่องแผนการปรับโครงสร้างองค์กร (Restructuring) ความขัดแย้งนี้เริ่มถูกพูดถึงในที่สาธารณะมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา และแม้จะมีความพยายามไกล่เกลี่ยกันที่ฮ่องกงแล้วแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
ประเด็นหลักที่เป็นต้นตอของปัญหาคือ “คลังสินทรัพย์” (Treasury) ของโปรเจกต์ที่มีมูลค่ารวมสูงถึงประมาณ 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่ามูลค่าตามราคาตลาด ของ NEO ถึงสองเท่า ท่ามกลางสภาวะที่ราคาเหรียญร่วงลงไปแล้วกว่า 98% จากจุดสูงสุดเมื่อปี 2018
แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สินทรัพย์มูลค่ามหาศาลเหล่านี้ถูกเก็บและควบคุมผ่านกระเป๋าเงินส่วนตัว โดยไม่มีระบบลงลายมือชื่อร่วม (Multi-signature หรือ Multi-sig) เพื่อช่วยตรวจสอบและรักษาความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากสำหรับสถาบันการเงินทั่วไป
ปัจจุบันคลังสินทรัพย์นี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน และต่างฝ่ายต่างถือไพ่ต่อรองไว้ในมือ ส่วนแรกคือโทเคนดิจิทัลดั้งเดิมของโปรเจกต์ (เหรียญ NEO และ GAS) มูลค่าประมาณ 200 ถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกควบคุมโดย Erik Zhang เพียงผู้เดียวผ่านระบบลงลายมือชื่อเดี่ยว (Single signature)
ในขณะที่สินทรัพย์ส่วนที่สอง ซึ่งประกอบไปด้วย BTC, ETH, Stablecoin, กองทุนร่วมลงทุน และเงินสดในธนาคาร มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านดอลลาร์นั้น อยู่ภายใต้การบริหารของ NGD บริษัทที่ Da เป็นผู้ดูแล การแบ่งสินทรัพย์เช่นนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันและไม่มีใครยอมถอยก่อน
เพื่อแก้ปัญหานี้ Da ได้ยื่นข้อเสนอเมื่อวันที่ 9 เมษายน ในลักษณะ “การปลดอาวุธร่วมกัน” โดยให้ทั้งคู่ยอมสละสิทธิ์ในการควบคุมสินทรัพย์ส่วนตัว ข้อเสนอนี้ครอบคลุมถึงการย้ายถิ่นฐานการจดทะเบียนนิติบุคคล (Redomiciling) ของมูลนิธิ Neo จากประเทศสิงคโปร์ไปยังหมู่เกาะเคย์แมน พร้อมตั้งคณะกรรมการอิสระ 5 คน และห้ามไม่ให้ผู้ก่อตั้งทั้งสองคนนั่งเป็นคณะกรรมการเป็นเวลา 24 เดือน รวมไปถึงการต้องโอนสินทรัพย์เข้าสู่ระบบความปลอดภัยแบบ Multi-sig
ในทางกลับกัน Erik ปฏิเสธแนวทางดังกล่าว โดยเขาเสนอให้มูลนิธิตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ตามเดิม ตัวเขาต้องได้นั่งเป็นคณะกรรมการต่อไป และประเด็นที่รุนแรงที่สุดคือ เขาเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการบริหารจัดการสินทรัพย์ในอดีต เพื่อตรวจสอบข้อสงสัยเรื่องการทุจริตและการยักยอกทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม Da ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่นว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีการนำเงินทุนไปใช้ในทางที่ผิดแต่อย่างใด
ท้ายที่สุด Da ระบุว่าแผนการปรับโครงสร้างเพื่อความโปร่งใสนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ Erik ยอมโอนสินทรัพย์เข้าสู่ระบบ Multi-sig เท่านั้น แต่ถ้าหาก Erik ยืนกรานปฏิเสธและไม่ยอมส่งมอบการควบคุม Da ก็ได้ทิ้งท้ายว่า คำตอบของเรื่องนี้ควรให้ “ชุมชนผู้ใช้งาน” เป็นผู้ตัดสินใจต่อไป
ที่มา : Coindesk

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย