
เกาหลีเหนือออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมคริปโท โดยระบุว่าเป็น “การใส่ร้ายที่ไร้เหตุผล” และเป็นเครื่องมือทางการเมืองของสหรัฐฯ เพื่อกดดันประเทศ
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อทางการ KCNA ว่า สหรัฐฯ ซึ่งมีศักยภาพด้านไซเบอร์สูงที่สุดในโลก กลับพยายามวางตัวเองเป็น “เหยื่อ” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
โดยโฆษกย้ำว่า เกาหลีเหนือจะไม่ยอมรับแรงกดดันหรือการยั่วยุจากภายนอก และพร้อมดำเนินมาตรการทุกอย่างเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน TRM Labs ระบุว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมคริปโทมูลค่าราว 577 ล้านดอลลาร์ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 ซึ่งคิดเป็น 76% ของมูลค่าความเสียหายจากการแฮ็กทั่วโลกในช่วงเดียวกัน
ตัวเลขดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดจากการโจมตีครั้งใหญ่ในเดือนเมษายน อย่างการแฮ็ก KelpDAO มูลค่า 292 ล้านดอลลาร์ และ Drift Protocol มูลค่า 285 ล้านดอลลาร์ โดยบางเหตุการณ์ถูกเชื่อมโยงกับกลุ่ม Lazarus ซึ่งเป็นกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ
TRM Labs ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2017 เกาหลีเหนือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขโมยคริปโทสะสมมากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ และหน่วยงานสากล รวมถึงสหประชาชาติ มองว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปสนับสนุนโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของประเทศ
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ โดยล่าสุดมีการขึ้นบัญชีดำผู้เกี่ยวข้องกับแผน IT ที่สร้างรายได้เกือบ 800 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ผ่านธุรกรรมคริปโท
ที่มา : theblock

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย
ไม่มีรายการ