
เราเคยชินกับ AI ที่เก่งเรื่อง “ตอบคำถาม” อย่าง ChatGPT, Gemini แต่ถ้าวันหนึ่งมันเริ่ม “เปิดไฟล์ ก๊อปปี้ข้อความ เข้าเว็บและจัดการงานแทนคุณ” ได้จริงล่ะ?
ในช่วงต้นปีนี้มีโปรเจกต์หนึ่งที่ทำให้ มนุษยชาติต้องร้องว้าว! ได้อีก โดยเฉพาะสายเทคฯ เมื่อได้รู้จักกับ “OpenClaw” เพราะมากกว่าแช็ตบอตคือการที่มันเป็น “AI Agent” ที่สามารถทำงานแทนคุณได้จริงบนเครื่องคอมพิวเตอร์!
คำว่าเลขาส่วนตัว ไม่ไกลเกินจริงอีกต่อไป
OpenClaw คืออะไร?
OpenClaw คือแพลตฟอร์ม AI Agent แบบโอเพนซอร์ส ที่ AI ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ถาม-ตอบกับผู้ใช้เพียงอย่างเดียวแต่สามารถ “ลงมือทำงานแทน” ได้จริงบนคอมพิวเตอร์ผ่านคำสั่งภาษาธรรมดาเหมือนคุยแช็ต
AI Agent ตัวนี้พัฒนาโดย Peter Steinberger โดยระบบของมันจะเชื่อมกับโมเดล AI ต่างๆ เช่น Claude หรือ ChatGPT เข้ากับเครื่องมือในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งาน
จุดเด่นของมันคือ สามารถทำงานอยู่บนเครื่องของผู้ใช้เอง ไม่ได้รันอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทอื่น ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลทั้งหมดอยู่กับเรา เราเป็นคนกำหนดเองว่าจะให้มันเข้าถึงไฟล์อะไร ทำอะไรได้บ้าง เชื่อมต่อกับระบบใดบ้าง ต่างจากผู้ช่วยแบบ SaaS ทั่วไปที่ข้อมูลต้องวิ่งผ่านระบบของผู้ให้บริการเสมอ
OpenClaw ทำงานอย่างไร?
ผู้ใช้งานจะเลือกโมเดล AI ที่ต้องการใช้เป็น “สมอง” จากนั้น OpenClaw จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางหรือเกตเวย์บนเครื่องของเรา เพื่อเชื่อมต่อโมเดลนั้นกับระบบต่าง ๆ เช่น ไฟล์ในเครื่อง คำสั่งระบบ เบราว์เซอร์ หรือแอปแช็ต เช่น Line, WhatsApp, Telegram, Discord และ Slack
เมื่อเราส่งคำสั่ง เช่น “สรุปอีเมลทั้งหมดวันนี้ แล้วจัดเรียงตามความสำคัญ” ระบบจะไม่เพียงตอบเป็นข้อความ แต่สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลจริง แตกงานเป็นขั้นตอน และทำงานต่างๆ ตามระดับสิทธิ์และการตั้งค่าความปลอดภัยที่ผู้ใช้อนุญาต
การทำงาน OpenClaw จะเริ่มจาก 1.การรับเป้าหมายจากผู้ใช้งานผ่านแช็ต 2.แตกเป้าหมายออกเป็นงานย่อย 3.เลือกเครื่องมือหรือสคริปต์ที่จำเป็น 4.รันคำสั่งหรือจัดการไฟล์ตามขั้นตอน และ 5.รายงานผลกลับ
จาก Clawdbot สู่ OpenClaw
ก่อนที่โลกจะรู้จักชื่อ “OpenClaw” โปรเจกต์นี้เคยใช้ชื่อว่า Clawdbot ซึ่งเป็นการเล่นคำกับชื่อโมเดล Claude ของบริษัท Anthropic
ในช่วงแรกชื่อ Clawdbot ถูกมองว่าเป็นมุกขำ ๆ ในชุมชนนักพัฒนา เพราะโปรเจกต์นี้ถูกตั้งค่าให้ใช้ Claude เป็น “สมอง” หลัก และมีธีมโลโก้เป็นรูปก้ามปู (claw) อยู่แล้ว ชื่อจึงดูเข้ากันดี และไม่ได้มีเจตนาจะสื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการของ Anthropic แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เมื่อโปรเจกต์เริ่มโด่งดังขึ้นมา ยอดดาวบน GitHub พุ่งขึ้นหลักหมื่นในเวลาไม่กี่วัน ชื่อที่เคยดูเป็นเรื่องเล็ก กลับกลายเป็นประเด็นทางกฎหมาย
Anthropic จึงติดต่อ Peter Steinberger เพื่อขอให้เปลี่ยนชื่อ เพราะคำว่า “Clawd” หรือ “Clawdbot” ใกล้เคียงกับ “Claude” มากเกินไป และอาจทำให้เกิดความสับสนในเชิงเครื่องหมายทางการค้า
ต่อมา Steinberger จึงได้ประกาศรีแบรนด์เป็น “Moltbot” โดยใช้แนวคิด “molt” หรือการลอกคราบของล็อบสเตอร์เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต ชุมชนก็มองว่าความหมายดีเปรียบเสมือนเป็นการกำลังลอกคราบเพื่อเติบโต
แต่อว่าไม่นานนัก เขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนชื่ออีกรอบเป็น OpenClaw เพราะชื่อเก่านั้น เรียกยาก และไม่ติดหู และเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าโปรเจกต์นี้คือโอเพนซอร์ส รวมถึงไม่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยตรง
ดราม่ากับวงการคริปโทฯ
แต่เรื่องวุ่นๆ ก็เกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนรีแบรนด์ โดยในระหว่างการเปลี่ยนชื่อบัญชี GitHub และแพลตฟอร์ม X จาก Clawdbot กับ Moltbot เกิดช่องว่างสั้น ๆ ที่ชื่อเดิมถูกปล่อยว่าง
ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที บัญชีเหล่านั้นก็ถูกคริปโทฯ สแกมเมอร์ยึดไปทันทีพร้อมกับการเปิดตัวโทเคนปลอม ที่ใช้ชื่อใกล้เคียงกับโปรเจกต์ พร้อมคำโฆษณาว่าเป็น “AI coin ตัวใหม่” ที่เกี่ยวข้องกับ OpenClaw นักลงทุนก็แห่เข้าซื้อโดยไม่ทันได้ตรวจสอบให้ดีก่อน
ในช่วงพีค โทเคนปลอมดังกล่าวมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 16 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะร่วงลงอย่างรวดเร็ว หลัง Steinberger ออกมายืนยันชัดเจนว่า เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหรียญนี้ และจะไม่มีการออกโทเคน รวมถึงโปรเจกต์นี้ไม่ใช่โปรเจกต์คริปโทฯ อีกด้วย
ต่อมาหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีผู้ใช้ OpenClaw รายนึง ที่อยู่ใน Discord ของ OpenClaw ได้ออกมาบอกว่า เขาโดนเตะหลังจาก พิมพ์คำว่า “Bitcoin block height”
Steinberger ก็ได้ออกมาตอบโพสต์ของผู้ใช้ดังกล่าวว่า สมาชิกทุกคนยอมรับ “กฎเข้มงวดของเซิร์ฟเวอร์” ก่อนเข้าร่วม และชุมชนมีนโยบาย “ห้ามพูดถึงคริปโทฯ โดยสิ้นเชิง”
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย : เมื่อ AI มีมือจริง ๆ
OpenClaw ถูกพูดถึงอย่างมากด้านความสามารถในการ “ลงมือทำงานแทนผู้ใช้” ได้จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็หมายความว่า AI ตัวนี้ต้องได้รับสิทธิ์เข้าถึงระบบในระดับที่ลึกกว่าผู้ช่วยดิจิทัลทั่วไปอย่างมาก
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยหลายรายก็เตือนว่า หากตั้งค่าระบบไม่รัดกุม เช่น เปิดให้เข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีการป้องกัน หรือเก็บคีย์สำคัญไว้ไม่ปลอดภัย ผู้ไม่หวังดีอาจเข้าถึงข้อมูล ขโมยคีย์ หรือสั่งรันคำสั่งที่ไม่หวังดีจากระยะไกลได้ทันที
มีกรณีตัวอย่างที่นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบว่า ผู้ใช้งานบางรายเปิดระบบ OpenClaw ไว้บนอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีการยืนยันตัวตนที่เข้มงวด ส่งผลให้ข้อมูลอย่าง API keys บทสนทนา หรือสิทธิ์ควบคุมบางส่วนอาจถูกเข้าถึงได้
อีกความเสี่ยงหนึ่งคือ “prompt injection” หรือการแฝงคำสั่งอันตรายในอีเมลหรือหน้าเว็บ เพื่อหลอกให้ AI ทำสิ่งที่ผู้ใช้ไม่ได้สั่งจริง เช่น ส่งข้อมูลสำคัญออกไป หากไม่มีการจำกัดสิทธิ์หรือแยกสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม ความเสียหายก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
หน่วยงานกำกับดูแลในบางประเทศเริ่มแสดงความกังวล
ในประเทศจีน กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศได้ออกคำเตือนว่า การใช้งาน OpenClaw โดยตั้งค่าความปลอดภัยไม่เหมาะสม อาจเปิดช่องให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์และการรั่วไหลของข้อมูล
พร้อมแนะนำให้องค์กรที่นำไปใช้ ต้องตรวจสอบการเปิดเผยบริการสู่เครือข่ายสาธารณะอย่างละเอียด และใช้ระบบยืนยันตัวตนและควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเข้มงวด
แม้คำเตือนดังกล่าวจะไม่ใช่การสั่งห้ามใช้งาน แต่ก็สะท้อนว่าโปรเจกต์โอเพนซอร์สที่เติบโตเร็วมาก ๆ สามารถกลายเป็นประเด็นระดับนโยบายได้ในเวลาไม่นาน โดยเฉพาะเมื่อมันมีศักยภาพเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากของผู้ใช้
ในอีกมุมหนึ่ง ผู้สนับสนุน OpenClaw มองว่า ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวแนวคิดของ AI Agent เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตั้งค่าที่ไม่รัดกุมและการใช้งานโดยขาดความเข้าใจทางเทคนิค
OpenAI คว้าตัวผู้สร้าง OpenClaw ไปร่วมทีม
หลังจาก OpenClaw กลายเป็นหนึ่งในโปรเจกต์โอเพนซอร์สที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก AI ชื่อของ Peter Steinberger ก็ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง และไม่นานหลังจากนั้น Sam Altman ก็ออกมายืนยันว่า Steinberger จะเข้าร่วมทีม OpenAI เพื่อขับเคลื่อน “personal agents รุ่นถัดไป”
คำถามคือ ทำไม OpenAI ต้องรีบคว้าตัวเขา?
คำตอบแรกคือ “ทิศทางของตลาด” วันนี้การแข่งขันในโลก AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่แช็ตบอต แต่กำลังขยับไปสู่ยุคของ AI Agent ที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้ได้จริง ใครควบคุมตลาดนี้ได้ก่อน ย่อมได้เปรียบในระยะยาว
คำตอบที่สองคือ “คน” Steinberger ไม่ได้เป็นเพียงนักพัฒนาที่สร้างโปรเจกต์ไวรัล แต่เป็นนักพัฒนาที่มีประสบการณ์ยาวนาน และเข้าใจทั้งฝั่งเทคนิคและฝั่งผลิตภัณฑ์ การดึงตัวเขาเข้ามาเท่ากับได้ทั้งแนวคิด ประสบการณ์ และแรงผลักดันในการพัฒนาเอเจนต์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับแมส
อีกประเด็นสำคัญคือ OpenAI ต้องการขยายจากโมเดล AI ไปสู่ “เลเยอร์การใช้งานจริง” โมเดลที่ฉลาดเพียงอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีระบบที่เชื่อมต่อมันเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้ใช้ OpenClaw คือภาพนั้น
การประกาศว่า OpenClaw จะถูกย้ายไปอยู่ในโครงสร้างแบบมูลนิธิ และยังคงเป็นโอเพนซอร์ส พร้อมการสนับสนุนจาก OpenAI จึงเป็นสัญญาณว่า บริษัทไม่ได้ต้องการ “ปิด” โปรเจกต์ แต่ต้องการให้แนวคิดนี้เติบโตในระดับที่ใหญ่ขึ้น
OpenClaw กับก้าวต่อไปของโลก AI Agent
OpenClaw พิสูจน์แล้วว่าผู้ใช้ไม่ได้ต้องการแค่ AI ที่ตอบเก่ง แต่ต้องการ AI ที่สามารถ “ลงมือทำ” แทนได้ และนี่คือการเปลี่ยนจากยุคแช็ตบอตสู่ยุคที่ AI สามารถทำงานได้จริง
ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของ OpenClaw ก็สะท้อนอีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วเกินคาด ทั้งดราม่าการเปลี่ยนชื่อ ความปั่นป่วนจากโลกคริปโทฯ และคำเตือนด้านความปลอดภัย เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าเมื่อเครื่องมือมีพลังมากขึ้น ความซับซ้อนและความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตาม
OpenClaw จึงไม่ใช่แค่โปรเจกต์ไวรัล แต่เป็นสัญญาณว่า โลกกำลังขยับจาก AI ที่พูดได้ ไปสู่ AI ที่ทำได้ และคำถามสำคัญต่อจากนี้ ไม่ใช่ว่า “มันทำได้ไหม” แต่คือ “มนุษย์พร้อมแค่ไหนที่จะให้ AI ทำงานแทนเรา?”
รายงานและเรียบเรียง : สหรัฐ ฉัตราพงษ์, ชัชชญา อังคุลี
อ้างอิง : openclaw digitalocean forbes businesstimes cnbc scientificamerican dev.to efin.finance

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย