
‘เพื่อไทย’ ชูแผนยกระดับตลาดทุนไทย ดันสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน Digital SEC, G-Token และโทเคนที่ดินรัฐ ตั้งเป้าผู้ใช้งานคริปโทฯ แตะ 4 ล้านบัญชี พร้อมปฏิรูปตลาดทุนให้เข้าถึงง่ายขึ้น
ในงานสัมมนา “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” ที่จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมามีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมือง เข้าร่วมนำเสนอนโยบายตลาดทุน ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์, เพื่อไทย, ภูมิใจไทย, ประชาชน, รวมไทยสร้างชาติ, กล้าธรรม, ไทยก้าวใหม่ และไทยสร้างไทย
ภาพรวมของแต่ละพรรคต่างมุ่งเน้นการ “ยกเครื่อง” โครงสร้างตลาดทุน ทั้งการปฏิรูป ก.ล.ต., การฟื้นฟูความเชื่อมั่น, ลดขั้นตอน IPO, หนุน SME เข้าตลาด, เสนอการหักลดหย่อนภาษี และการส่งเสริมการออมในระยะยาว เช่น LTF หรือ TISA
อย่างไรก็ตาม ในบรรดานโยบายทั้งหมด พรรคที่ฉายภาพ “สินทรัพย์ดิจิทัล” และ “คริปโทเคอร์เรนซี” ได้ชัดเจนมากที่สุดคือ พรรคเพื่อไทย ที่ไม่เพียงพูดถึงการปฏิรูปกฎเกณฑ์ แต่ยังนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อเชื่อมโยงตลาดทุนกับเศรษฐกิจจริง ผ่านหลายโครงการที่มีเป้าหมายชัดเจน
ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เปิดวิสัยทัศน์ด้านตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้แนวทางของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เน้นการยกระดับตลาดทุนไทยให้ทันสมัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พร้อมผลักดันเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ อย่างคริปโทฯ และโทเคนดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจจริงและการลงทุนเข้าด้วยกัน
โดย ดร.เผ่าภูมิ ระบุว่า ตลาดทุนเป็น “กลไกในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ดีที่สุด” เพราะขับเคลื่อนโดยนักลงทุนที่มองการณ์ไกล และมีความสามารถในการวิเคราะห์อนาคตได้ดีกว่าภาครัฐหรือธนาคาร
อีกทั้งยังย้ำอีกว่า ตลาดทุนกับภาคเศรษฐกิจจริงต้องเดินไปด้วยกัน หากวันใดขาดการเชื่อมโยง ก็แปลว่ามีบางอย่าง “ผิดปกติ” และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
ตลาดทุนกับภาคเศรษฐกิจจริงเดินตามกันเสมอ ถ้าเศรษฐกิจดี ในที่สุดตลาดหุ้นก็จะต้องดีตาม ถ้าวันใดวันหนึ่งตลาดหุ้นไม่เดินตามเศรษฐกิจ นั่นแสดงว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับตลาดหุ้น” ดร.เผ่าภูมิ กล่าว
ทั้งนี้ ดร.เผ่าภูมิเปิดเผยว่า ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ได้มีการดำเนินการแยกการกำกับดูแลระหว่าง สินทรัพย์แบบดั้งเดิม กับ สินทรัพย์ดิจิทัล แล้วในระดับหนึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาไปสู่การแยกอย่าง เป็นอิสระเต็มรูปแบบในอนาคต
แนวทางดังกล่าวจะนำไปสู่การจัดตั้ง “Digital SEC” ซึ่งเป็นโครงสร้างใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับธรรมชาติของสินทรัพย์ดิจิทัลที่แตกต่างจากหลักทรัพย์ทั่วไป ทั้งในด้านเทคโนโลยี กลไกการกำกับดูแล และโอกาสในการเติบโตของตลาด
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เสนอแนวทางในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพัฒนาเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น
อาทิ G-Token ซึ่งเป็นการนำแนวคิดสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้กับพันธบัตรรัฐบาล เพื่อให้สามารถแตกหน่วยลงทุนให้เล็กลง และเปิดโอกาสให้ประชาชนรายย่อยเข้ามาลงทุนได้ พร้อมสร้างตลาดรองที่มีสภาพคล่องมากขึ้นผ่านระบบดิจิทัล
อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ Tourist Digipay แพลตฟอร์มที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้คริปโทฯ เช่น Bitcoin ในการจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยผ่าน Tourist Wallet โดยดำเนินการในลักษณะ Sandbox ที่ได้รับการหารือและความร่วมมือจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว
ขณะเดียวกัน ดร.เผ่าภูมิ ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของการ Tokenization of Real World Assets โดยเฉพาะการแปลง “ที่ดินของรัฐ” ภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล
ดร.เผ่าภูมิ เสริมว่า แม้รัฐจะมีที่ดินในครอบครองจำนวนมาก แต่กลับสร้างรายได้เพียงเล็กน้อย การแปลงสินทรัพย์เหล่านี้เป็นโทเคน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
แนวทางนี้จะทำให้เกิด การลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับประชาชน เพิ่มความโปร่งใส และดึงดูดเงินทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ขยายบทบาทรัฐจากผู้ถือครอง มาเป็นพาร์ตเนอร์ในการพัฒนา
ดร.เผ่าภูมิ ยังกล่าวถึงเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยว่า จะผลักดันให้ประเทศไทยมีผู้ใช้งานบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างน้อย 4 ล้านบัญชี
ตามข้อมูลจากก.ล.ต. แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีบัญชีผู้ใช้งานคริปโทฯ ที่ KYC แล้วกว่า 3.05 ล้านบัญชี ณ เดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา แต่มีบัญชีที่ Active เพียง 2.08 แสนบัญชีเท่านั้น
อีกทั้งจะลดระยะเวลาการยื่น IPO จากค่าเฉลี่ย 2 ปี เหลือเพียง 1 ปี และเตรียมออกเกณฑ์เฉพาะสำหรับ SME เพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้มาตรฐานเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่
สุดท้ายนี้ ดร.เผ่าภูมิเน้นย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปปง. และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการพัฒนาตลาดทุน
“เราต้องไม่ยึดติดกับขั้นตอนหรือกระบวนการมากเกินไปจนขัดขวางผลลัพธ์ที่ต้องการ ผมให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าขั้นตอนที่รั้งการพัฒนา”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สรุปแผนฟื้นตลาดทุนไทย จาก 8 พรรคดัง
ที่มา : SET
