
สรุปประเด็นม้วนเดียวจบ เกี่ยวกับควอนตัมคอมพิวเตอร์ บิตคอยน์ และเรื่องราวของซาโตชิ “แบบย่อยง่าย” ในเวอร์ชัน Q&A จาก Live Quantum มาแล้ว…Bitcoin จะรอดไหม? คุยกับ อ.ตั๊ม พิริยะ สองชั่วโมงเต็ม
หลังจบการ Live ในหัวข้อนี้ ปรากฎว่ามีผู้สนใจเข้ามารับชมคลิปย้อนหลังอย่างเนื่อง ซึ่ง อ.พิริยะ ได้ตั้งใจบรรยายให้ความรู้อย่างเต็มที่และใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายพร้อมกับถามตอบแบบจัดเต็มในช่วงท้ายคลิป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากควอนตัมคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องยาก เราจึงถือโอกาสสรุปเป็นถาม-ตอบ จาก Live นี้เพื่อให้นักลงทุนได้อ่าน และทำความเข้าใจแบบย่อยง่ายกันอีกครั้ง
1.ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ต่างจากคอมพิวเตอร์ปกติอย่างไร?
ความแตกต่างหลักอยู่ที่ “หน่วยประมวลผลพื้นฐาน” และ “วิธีการคำนวณ”
-คอมพิวเตอร์ปกติ (Classical Computer) ทำงานบนพื้นฐานของ “บิต” (Bit) ซึ่งมีสถานะการทำงานเพียง 2 ค่า คือ 0 หรือ 1 (ปิด หรือ เปิด) การทำงานเปรียบเสมือนการเปิด-ปิดสวิตช์ไฟหรือวาล์วน้ำในท่อ ระบบจะประมวลผลแบบ Binary (ใช่ หรือ ไม่ใช่) ซึ่งทำงานได้ดี แต่จะมีข้อจำกัดเมื่อเจอกับโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนและมีตัวแปรเยอะ
-ควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer) ใช้หน่วยประมวลผลที่เรียกว่า “คิวบิต” (Qubit หรือ Quantum Bit) ซึ่งมีความพิเศษคือสามารถมีสถานะเป็นทั้ง 0 และ 1 ได้ในเวลาเดียวกันตามหลักที่เรียกว่า Superposition อ.ตั๊มเปรียบเทียบว่า คิวบิตเหมือนโครงสร้าง 3 มิติ ที่พอมองจากมุมหนึ่งอาจจะเห็นว่าปิดอยู่ แต่มองจากอีกมุมหนึ่งอาจจะเปิดอยู่ ทำให้คิวบิตมีสถานะที่หลากหลายกว่าแค่การตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เนื่องจากคิวบิตสามารถมีได้หลายสถานะ ควอนตัมคอมพิวเตอร์จึงสามารถคำนวณและ “จำลองความเป็นไปได้ทุกรูปแบบพร้อมกัน”
2.ข่าวที่ว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถแฮ็ก Bitcoin ได้ใน 9 นาทีน่ากลัวแค่ไหน?
ในปัจจุบันยัง “ไม่น่ากลัว” และถือเป็นเพียง “บทวิเคราะห์เชิงแฟนตาซี (Fantasy)” เท่านั้น (เชิงทฤษฎี) งานวิจัยที่อ้างถึงตัวเลขนี้สร้างสมมติฐานขึ้นมาว่า โลกเรามีเครื่อง ควอนตัมที่เรียกว่า Fast CRQC (Cryptographically Relevant Quantum Computer) ที่มีความเร็วสูงมาก และมีกำลังถึงระดับ 1,200 Logical Qubits แล้ว แต่ในความเป็นจริง โลกเราปัจจุบันยังไม่มีเครื่อง CRQC แม้กระทั่งแบบช้าด้วยซ้ำ เทคโนโลยีที่ทำได้สูงสุดตอนนี้อยู่แค่ระดับประมาณ 100 Logical Qubits ซึ่งยังขาดความเสถียร และยังไม่สามารถนำมาใช้ประมวลผลงานทั่วไปได้เลย
เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เหมือนวันนี้เรามีรถที่วิ่งได้ 200 กม./ชม. แล้วมีบทวิเคราะห์มานั่งจินตนาการว่า “ถ้าเรามีรถที่วิ่งได้ 2,000 กม./ชม. เราจะไปถึงที่หมายเร็วขึ้น” โดยที่คนเขียนละเลยอุปสรรคทางวิศวกรรมมหาศาล (เช่น การผ่านกำแพงเสียง หรือแรงเสียดทานอากาศ) กว่าที่จะสร้างรถคันนั้นได้จริง
นอกจากนี้ อาจมีวาระซ่อนเร้น (Agenda) และการขายความกลัว บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะสร้างคำว่า “Q-Day” (วันที่ควอนตัมจะมาทำลายระบบการเข้ารหัส) ขึ้นมา และมักจะขยับกรอบเวลาให้ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เช่น ขยับมาเป็นปี 2029
การสร้างความตื่นตระหนกนี้มองว่ามีจุดประสงค์แอบแฝงเพื่อ “ขายโซลูชัน” หรือขายบริการให้คำปรึกษาด้านความปลอดภัยให้กับหน่วยงานรัฐและองค์กรขนาดใหญ่ ที่มักจะตกใจและรีบควักเงินจ่ายเพื่อป้องกันระบบของตนเอง
สรุปคือ ข่าวนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์ผลลัพธ์เชิงทฤษฎีในวันที่โลกมีเทคโนโลยีพร้อมแล้ว ซึ่งยังห่างไกลจากความเป็นจริงในปัจจุบันอีกหลายสิบปี นักลงทุนทั่วไปจึงยังไม่ต้องตื่นตระหนกกับเรื่องนี้
3.ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะถูกนำมาใช้ “ขุด” Bitcoin ให้หมดอย่างรวดเร็วได้หรือไม่?
“ไม่ได้ และในความเป็นจริงแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” การนำควอนตัมคอมพิวเตอร์มาสุ่มตัวเลข (Hash) ในการขุดบิตคอยน์ เป็นรูปแบบที่เรียกว่าการใช้เทคนิค “Grover Algorithm” แม้ว่าควอนตัมจะสามารถสุ่มตัวเลขและประมวลผลความเป็นไปได้หลายๆ ทางพร้อมกันได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปแต่โจทย์คณิตศาสตร์ของบิตคอยน์ก็ยังยากเกินไปอยู่ดี
หากเปรียบเทียบระยะเวลา คอมพิวเตอร์แบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันอาจต้องใช้เวลาสุ่มถึง “หมื่นล้านล้านล้านล้านปี” ควอนตัมอาจช่วยลดระยะเวลาลงเหลือ “ร้อยล้านหรือพันล้านล้านล้านปี” ซึ่งยังห่างไกลความเป็นจริงอย่างมาก
นอกจากนี้ หากมองในมุมของการใช้พลังงาน การจะคำนวณสุ่มรหัสทั้งหมดอาจต้องใช้พลังงานเทียบเท่าดวงอาทิตย์มากกว่า 10 ดวง ต่อให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะลดการใช้พลังงานลงเหลือระดับดวงอาทิตย์ 7-8 ดวง มันก็ยังคงเป็นเรื่องเหนือจินตนาการที่เราจะสามารถสูบพลังงานดวงอาทิตย์มาใช้ขุดบิตคอยน์ได้
นอกจากนี้ มีงานวิจัยบางชิ้นที่อ้างว่าควอนตัมจะช่วยขุดบิตคอยน์ให้หมดโลกได้ภายใน 1 ปีเป็นการวิเคราะห์ที่ลืมคำนึงถึงกลไกพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของบิตคอยน์ นั่นคือการปรับความยากในการขุด (Difficulty Adjustment) โดยอัตโนมัติ เมื่อมีกำลังการขุด (Hashrate) เข้ามาในเครือข่ายเยอะขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าเครื่องขุดจะมีกำลังประมวลผลมหาศาลแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้ระบบผลิตบิตคอยน์ออกมาเร็วขึ้นกว่าเดิมได้
หากวันหนึ่งเครื่องขุดควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถใช้งานได้จริง เครื่องขุดทั่วทั้งโลกก็จะอัปเกรดเปลี่ยนมาใช้เครื่องแบบควอนตัมเหมือนกันหมด จะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายบิตคอยน์
4.แล้วควอนตัมคอมพิวเตอร์จะขโมย Bitcoin ได้ด้วยวิธีใด?
ความเสี่ยงที่มีความเป็นไปได้ในการที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะใช้ขโมยบิตคอยน์คือ การใช้ Shor’s Algorithm หรือการถอดรหัสเพื่อหากุญแจส่วนตัว (Private Key) ซึ่งการโจมตีเพื่อขโมยบิตคอยน์ด้วยวิธีนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ
1.Long Exposure Attack : เป็นการพุ่งเป้าไปที่กระเป๋าเงิน (Address) ที่มีการเปิดเผย Public Key ทิ้งไว้ในบล็อกเชนอยู่แล้ว เช่น กระเป๋ายุคแรกสุด (P2PK) ของซาโตชิ, กระเป๋าแบบ Taproot (P2TR), หรือกระเป๋าของคนที่โอนเงินออกแล้วกลับมาใช้ Address ซ้ำ
2.Short Exposure Attack : นี่คือวิธีการขโมยที่เป็นที่มาของข่าวพาดหัวว่า “แฮ็กได้ใน 9 นาที” โดยปกติกระเป๋าบิตคอยน์ส่วนใหญ่จะถูกซ่อน Public Key เอาไว้ด้วยการแฮช (Hash) ทำให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์โจมตีระยะยาวไม่ได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราทำการ “โอนเงิน” เราจำเป็นจะต้องเปิดเผย Public Key สู่เครือข่ายเพื่อให้ระบบตรวจสอบ
หลังจากที่เราสั่งโอน ธุรกรรมนั้นจะไปลอยรอดำเนินการอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า Mempool เป็นเวลาเฉลี่ยประมาณ 10 นาที ก่อนที่จะถูกบันทึกยืนยันลงในบล็อกเชนอย่างสมบูรณ์ หาก ควอนตัมคอมพิวเตอร์มีความเร็วระดับมหาศาลจนสามารถคำนวณ Private Key ได้ภายใน 9 นาที แฮกเกอร์ก็จะสามารถขโมยและสร้างธุรกรรมปลอมเพื่อโอนเงินนั้นตัดหน้าเรา ก่อนที่ธุรกรรมจริงของเราจะสำเร็จ
5.กระเป๋า (Address) Bitcoin ทุกใบเสี่ยงที่จะถูกแฮ็กใช่ไหม?
กระเป๋า Bitcoin ส่วนใหญ่ไม่ได้เสี่ยงที่จะถูกแฮ็ก ซึ่งกระเป๋าที่ปลอดภัยก็คือกระเป๋าส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (เช่น แบบ Native Segwit) เนื่องจากระบบไม่ได้เปิดเผยกุญแจสาธารณะ (Public Key) ออกมาตรงๆ แต่ใช้กระบวนการ “แฮช (Hash)” ซ่อนเอาไว้ ซึ่งเปรียบเสมือนการทำลายนิ้วมือข้อมูล ที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ไม่สามารถคำนวณย้อนกลับเพื่อเจาะหากุญแจส่วนตัว (Private Key) ได้
กระเป๋าที่จะตกอยู่ในความเสี่ยง คือกระเป๋าที่มีการเปิดเผยกุญแจสาธารณะทิ้งไว้บนบล็อกเชนแล้วเท่านั้น ซึ่งมีอยู่หลักๆ คือ
1.กระเป๋ายุคแรกสุด (P2PK) : เช่น กระเป๋าของซาโตชิ นากาโมโตะ
2.กระเป๋ารุ่นใหม่แบบ Taproot (P2TR): เป็นกระเป๋าที่จำเป็นต้องเปิดเผยรหัสเพื่อรองรับการเขียนโปรแกรมที่ซับซ้อน
3.กระเป๋าที่มีการ “ใช้ซ้ำ”: ทุกครั้งที่เราทำการโอนเงินออก ระบบจะบังคับให้เปิดเผยกุญแจสาธารณะเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของ หากเรานำกระเป๋าเดิมมารับเงินเก็บไว้อีกรอบก็จะทำให้ตกอยู่ในความเสี่ยง (กลุ่มนี้จะรวมถึงกระเป๋าเงินของศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือ Exchange ที่มักจะใช้กระเป๋าเดิมซ้ำๆ ด้วย)
6.นักพัฒนาบิตคอยน์ไม่ได้สนใจปัญหาควอนตัม และไม่ได้เตรียมรับมือเลยใช่หรือไม่?
เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะมีการวิจัยและเตรียมการมาตลอด สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือ BIP 360 ที่เพิ่งผ่านการทดสอบบน Testnet ซึ่งนำเสนอ Address แบบ P2MR ที่จะซ่อน Public Key ได้แม้จะเป็นการใช้งาน Smart Contract ที่ซับซ้อน เพื่อใช้เป็นทางออกยื้อเวลาให้เครือข่ายปลอดภัยจากควอนตัม
7.BIP 360 ช่วยยื้อเวลาให้ Bitcoin รับมือควอนตัมอย่างไร?
ด้วยการใช้ Address รูปแบบใหม่เพื่อซ่อน Public Key โดย BIP 360 นำเสนอ Address รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า P2MR (Pay to Merkle Root) เพื่อนำมาใช้แทนที่ Address แบบ Taproot (P2TR) โดยปกติแล้วกระเป๋าแบบ Taproot จะต้องเปิดเผยกุญแจสาธารณะ (Public Key) ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้ควอนตัมโจมตีได้ แต่ P2MR จะช่วยให้ผู้ใช้งานยังคงสามารถใช้ฟังก์ชันสคริปต์ที่ซับซ้อนได้ตามเดิมโดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผย Public Key ลงบนบล็อกเชน
เมื่อไม่มีการเปิดเผย Public Key กระเป๋าบิตคอยน์เหล่านั้นก็จะปลอดภัยจากการถูกโจมตีระยะยาว (Long Exposure Attack) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยยื้อเวลาให้บิตคอยน์ปลอดภัยไปได้อีกอย่างน้อยเป็น 10 ปี
ปัจจุบัน BIP 360 ได้รับการพัฒนาเสร็จสิ้น ผ่านการตรวจสอบ และทดสอบอยู่ใน Testnet แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ความเสี่ยงจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ใกล้เข้ามาถึงจริงๆ นักพัฒนาก็สามารถปล่อยอัปเกรดนี้ออกมา เพื่อให้ผู้คนโอนย้ายบิตคอยน์ของตนไปอยู่ในกระเป๋า P2MR ที่ปลอดภัยได้ทันที
8.ถ้ารู้อยู่แล้ว ทำไมไม่อัปเกรดระบบเป็นอัลกอริทึมต้านควอนตัมไปเลยทันที
กฎเหล็กของ Cryptography คือ “ห้ามใช้อัลกอริทึมใหม่ที่ยังไม่เคยถูกทดสอบจริง” และในโลกนี้ยังไม่มีอัลกอริทึมต้านควอนตัม (Post-Quantum Cryptography) ตัวไหนที่เคยถูกพิสูจน์หรือทดสอบการโจมตีจริงมาก่อน การรีบอัปเกรดระบบอาจทำให้บิตคอยน์พังทลายได้ การใช้ BIP 360 เพื่อยื้อเวลา จะทำให้บิตคอยน์สามารถรอดูระบบอื่นๆ ในโลก (เช่น ระบบธนาคาร หรือระบบของรัฐบาล) ถูกควอนตัมคอมพิวเตอร์โจมตีก่อน เพื่อประเมินว่าอัลกอริทึมป้องกันตัวไหนแข็งแกร่งที่สุดในระดับสนามรบจริง แล้วจึงเลือกใช้ตัวที่แกร่งที่สุด
9.หาก Address ยุคแรกของซาโตชิกว่า 1 ล้าน BTC ถูกแฮ็กและเทขายตลาดจะพังหรือไม่
อ.พิริยะ มองว่า กรณีเลวร้ายราคาอาจลดลงหนักถึง 90% ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติสำหรับเหล่า Bitcoiner OG เนื่องจากผ่านเหตุการณ์บิตคอยน์ร่วงในระดับนี้มาหลายไซเคิล และระบบบิตคอยน์จะไม่พังทลายเพราะเหตุการณ์นี้ เนื่องจากกว่า 1 ล้านเหรียญเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน มันเพียงแค่จะถูกขายและโอนเข้าไปเก็บใน Address รูปแบบใหม่ที่ปลอดภัยจากควอนตัมแล้ว ในระยะยาว เมื่อความเสี่ยงก้อนใหญ่นี้ถูกเคลียร์ทิ้ง เครือข่ายบิตคอยน์จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมหาศาล
10.ทำไมกลุ่ม Bitcoiner OG อย่าง อ.ตั๊ม ถึงมองว่าควรปล่อยให้เหรียญซาโตชิโดนแฮ็ก มากกว่าการโหวต Blacklist เพื่ออายัดกระเป๋าเหล่านั้น
หากคอมมูนิตี้ใช้วิธีแบล็กลิสต์หรืออายัดกระเป๋าได้ บิตคอยน์จะสูญเสียคุณสมบัติการเป็น “เงินเสรี (Permissionless)” ทันที เพราะนั่นหมายความว่าระบบสามารถถูกแทรกแซงหรือสั่งแบนโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ ซึ่งเป็นการทำลายจุดยืนปรัชญาที่สำคัญที่สุดของบิตคอยน์ หากจุดนี้เสียไปก็ไม่มีเหตุผลที่จะใช้บิตคอยน์หรือให้คุณค่าในบิตคอยน์
11.ผู้ใช้งานทั่วไป ควรป้องกันตัวจากความเสี่ยงควอนตัมคอมพิวเตอร์อย่างไรดี
-ห้ามใช้ Address ซ้ำ ทุกครั้งที่รับเหรียญหรือได้เงินทอน ให้สร้าง Address ใหม่เสมอ เพื่อไม่ให้กุญแจสาธารณะ (Public Key) ถูกเปิดเผยทิ้งไว้บนบล็อกเชน
-เลี่ยงการใช้ Taproot (P2TR) หากไม่ได้เขียนโปรแกรมซับซ้อน แนะนำให้ใช้กระเป๋ามาตรฐานอย่าง Native Segwit (ที่ขึ้นต้นด้วย BC1Q) ก็เพียงพอและปลอดภัยแล้ว เนื่องจากกระเป๋าแบบ Taproot จะเปิดเผยกุญแจสาธารณะของคุณแบบเต็มๆ จึงมีความเสี่ยง การใช้กระเป๋ามาตรฐานไม่เพียงแต่ซ่อนกุญแจได้ปลอดภัยกว่า แต่ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมก็ยังถูกกว่าด้วย
-คลายกังวลเรื่อง Seed Phrase ถูกแฮ็ก เพราะควอนตัมคอมพิวเตอร์ไม่สามารถล้วงข้อมูลเพื่อขโมยรหัส 12 หรือ 24 คำของคุณได้ สิ่งเดียวที่คุณต้องระวังเพื่อปกป้องรหัสนี้ คืออย่าหลงกลพวกคอลเซ็นเตอร์หรือมิจฉาชีพที่ส่งลิงก์ปลอมมาหลอกให้คุณกรอกข้อมูลด้วยตัวเองโดยเด็ดขาด
-ไม่ต้องตระหนกกับเงินใน Exchange แม้ศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนจำเป็นต้องใช้ Address ซ้ำ เพราะเป็นข้อบังคับจากฝั่งหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ที่ต้องการให้ตรวจสอบที่อยู่ของเงินลูกค้าได้ แต่หากเกิดภัยคุกคามขึ้นมาจริงๆ ศูนย์ซื้อขายเหล่านี้สามารถประสานงานกับผู้กำกับดูแล และสั่งย้ายเหรียญทั้งหมดของลูกค้าหนีไปยังกระเป๋าใหม่ที่ปลอดภัยได้ทันที
12.มีข่าวลือว่า Adam Back เป็นซาโตชิ นากาโมโตะ เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
ส่วนตัว อ.พิริยะ คิดว่า “ไม่ใช่” และข้อมูลส่วนใหญ่ชี้ว่าเขาไม่ใช่ซาโตชิ ถึงแม้ Adam Back จะเป็นคนอังกฤษและใช้สไตล์การสะกดคำคล้ายกัน แต่นิสัยการเขียนโปรแกรมต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซาโตชิเขียนโค้ดบน Windows ส่วน Adam Back ถนัด Linux และในช่วงแรก Adam Back ก็ไม่ได้ให้ความสนใจในตัวบิตคอยน์เลยแม้ซาโตชิจะพยายามอีเมลไปพูดคุยด้วยก็ตาม
13.ทำไมซาโตชิถึงต้องเลือกที่จะหายตัวไป และไม่ยอมเปิดเผยตัวตน
เพราะการไม่มีตัวตนของซาโตชิ คือกลไกที่ทำให้บิตคอยน์ไร้ศูนย์กลางอย่างแท้จริง หากซาโตชิยังมีตัวตน บิตคอยน์ก็จะเป็นเพียงแค่บริษัทหรือโปรเจกต์ทั่วไปที่สามารถถูกรัฐบาลแทรกแซง ควบคุม หรือบังคับปิดได้ การเลือกที่จะหายไปจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบปลอดจากการคอร์รัปชัน
14.ปัจจัยใดที่ อ.พิริยะ ให้น้ำหนักมากที่สุดต่อการอยู่รอดของบิตคอยน์
อ.ตั๊ม เชื่อว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ “จำนวนโหนด (Node) และการกระจายตัวของโหนด”ส่วนภัยคุกคามอื่นๆ อย่างควอนตัมคอมพิวเตอร์ หรือเรื่องที่ว่าใครคือซาโตชิ เป็นเพียง “Noise ที่ไม่ค่อยน่ากลัวและไม่ต้องไปใส่ใจมากนัก แต่สิ่งที่เป็นอินดิเคเตอร์ชี้วัด “สุขภาพ” และการอยู่รอดที่แท้จริงของบิตคอยน์ คือสถานะของ “โหนด (Node)”
-โหนดคือ “ผู้พิทักษ์กฎเหล็ก” (Consensus Rules) ความน่าเชื่อถือของบิตคอยน์มาจากกฎที่ทุกคนตกลงร่วมกัน (กฎฉันทามติ) เช่น กฎที่ว่าบิตคอยน์จะมีเพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น หรือต้องใช้พลังงานในการผลิต (Proof of Work) กฎเหล่านี้ไม่ได้คงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง แต่ถูกปกป้องและตรวจสอบยืนยันโดย “โหนด” ของผู้ใช้งานทั่วโลก
-อันตรายจากการ “กระจุกตัว” (Centralization) สิ่งที่ อ.ตั๊ม กลัวที่สุดไม่ใช่การที่ระบบโดนแฮ็ก แต่คือ “วันที่จำนวนโหนดลดลงหรือไปกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่ม” ในปัจจุบันต้นทุนการตั้งอุปกรณ์เพื่อรันโหนดเริ่มสูงขึ้น (เช่น ราคา RAM หรือ SSD แพงขึ้นจากกระแส AI) หากวันหนึ่งต้นทุนเหล่านี้สูงเกินไปจนคนทั่วไปรันโหนดไม่ไหว โหนดอาจจะไปตกอยู่ในมือของคนมีเงิน หรือไปกระจุกตัวอยู่แค่ในเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ (Virtual Machines)
-จุดอ่อนที่จะนำไปสู่การถูกแทรกแซงและเปลี่ยนกฎ ถ้าระบบมีโหนดจำนวนน้อยลงและกระจุกตัว บิตคอยน์จะสูญเสียความสามารถในการต้านทานผู้ไม่หวังดี และตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะ “ถูกแทรกแซงและเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ได้ง่ายขึ้น” หากกฎถูกเปลี่ยนได้เมื่อไหร่ ความแข็งแกร่งและมูลค่า (Value) ของบิตคอยน์ก็จะหายไปทันที
15.หากควอนตัมคอมพิวเตอร์มาจริงๆ บิตคอยน์จะรอดไหม?
อ.ตั๊ม พิริยะ เชื่อมั่นว่า “รอดแน่ แต่จะไม่ได้รอดแบบราบรื่นหรือผ่านไปได้ง่ายๆ” บิตคอยน์เปรียบเสมือน “เรืออาร์ค (Noah’s Ark)” ที่แม้จะสามารถพาผู้โดยสารรอดพ้นจากวิกฤตน้ำท่วมโลกได้ แต่ระหว่างทางก็ย่อมต้องเผชิญกับคลื่นลมทะเลที่รุนแรงและอาจนั่งไม่สบายนัก
กลไกที่ทำให้บิตคอยน์อยู่รอดได้คือคุณสมบัติ Antifragile หรือความสามารถในการรับมือกับความผันผวนและแข็งแกร่งขึ้นเมื่อถูกโจมตี โดยบิตคอยน์ทำงานคล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่ไร้ศูนย์กลาง (Decentralized) เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการโจมตีเกิดขึ้น ระบบจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นในจุดนั้น แม้บิตคอยน์ในกลุ่มที่อ่อนแอจะถูกขโมยไป แต่นั่นคือกระบวนการตามธรรมชาติของระบบที่แข็งแกร่ง ซึ่งต้องปล่อยให้ส่วนที่อ่อนแอตายไป เพื่อขจัดความเสี่ยงและปกป้องเครือข่ายโดยรวมให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน
โดยสรุป ภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ต่อบิตคอยน์ในปัจจุบันยังคงเป็นเพียง “บทวิเคราะห์เชิงทฤษฎี” ยังห่างไกลจากระดับที่จะถอดรหัส Private Key ของบิตคอยน์ได้ กฎเหล็กของนักลงทุนคือ “ห้ามใช้ Address ซ้ำ” ทุกครั้งที่มีการรับเหรียญให้สร้าง Address ใหม่เสมอ
ที่สำคัญคือการไม่ตื่นตระหนกไปกับกระแสข่าวมากเกินไปเพราะการ FOMO อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ และอย่าลืมหมั่นเติมความรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เราก้าวผ่านความผันผวนและลงทุนในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย