
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนึ่งในความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของนักลงทุน และผู้ถือครอง Bitcoin คือคำถามที่ว่า วันหนึ่งควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer) ที่ทรงพลัง จะเจาะระบบและขโมย Bitcoin ทั้งหมดไปหรือไม่?
บทวิเคราะห์จาก CoinShares ระบุว่าความเสี่ยงจาก quantum computing ต่อ Bitcoin ยังอยู่ในระดับ “บริหารจัดการได้” และน่าจะอีกหลายสิบปีกว่าจะเป็นภัยจริง
แม้เทคโนโลยีควอนตัมจะดูน่ากลัวในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ความเสี่ยงนี้ยังอยู่ไกลตัวและ “จัดการได้” ด้วยเหตุผลสำคัญ 4 ข้อ ดังนี้
หลายคนอาจได้ยินข่าวความก้าวหน้าของ Google หรือบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ แต่ความจริงคือ คอมพิวเตอร์ควอนตัมในปัจจุบันยังห่างไกลจากการเจาะรหัสของ Bitcoin มาก
-ต้องใช้พลังมหาศาล การจะเจาะกุญแจความปลอดภัย (Private Key) ของ Bitcoin ภายในหนึ่งวัน ต้องใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่มีความเสถียรและมี “Qubits” (หน่วยประมวลผลทางควอนตัม) นับ 13 ล้านหน่วย
-ความเป็นจริง คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน (เช่น Willow ของ Google) มีเพียงประมาณ 105 Qubits เท่านั้น ซึ่งห่างไกลจากสิ่งที่ต้องใช้ถึง 100,000 เท่า
-กรอบเวลา ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า กว่าเราจะมีคอมพิวเตอร์ที่เก่งพอจะเจาะระบบได้จริง อาจต้องรอถึงช่วงทศวรรษ 2030 หรืออีก 10-20 ปีข้างหน้า
ระบบความปลอดภัยของ Bitcoin มีหลายชั้น การโจมตีด้วยควอนตัมจะมุ่งเน้นไปที่การคำนวณหา Private Key จาก Public Key ที่เปิดเผยออกมา
-ข่าวดี คือกระเป๋า Bitcoin ยุคใหม่ (Modern Addresses) ที่เราใช้กันส่วนใหญ่ มีระบบที่เรียกว่าการ “Hash” (SHA-256) ซึ่งช่วยซ่อน Public Key เอาไว้จนกว่าเราจะทำการโอนเหรียญ ทำให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์มองไม่เห็นเป้าหมายที่จะโจมตี
-จุดเสี่ยง มีเพียงกระเป๋า Bitcoin ยุคเก่ามากๆ (แบบ P2PK) ประมาณ 1.6 – 1.7 ล้าน BTC (คิดเป็น 8% ของเหรียญทั้งหมด) ที่เปิดเผย Public Key ทิ้งไว้และอาจเสี่ยงต่อการถูกเจาะ
สมมติว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า มีควอนตัมคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นจริง การจะขโมย Bitcoin ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำลายตลาดได้ทันที
-เหรียญที่เสี่ยงจริงๆ และอาจถูกนำมาเทขายในตลาดได้ทันที มีเพียงประมาณ 10,000 BTC เท่านั้น
-เหรียญส่วนใหญ่ที่เสี่ยง (ในกลุ่ม 1.6 ล้าน BTC นั้น) ถูกเก็บกระจายอยู่ในกระเป๋าใบละ 50 BTC จำนวนกว่า 30,000 ใบ การจะเจาะรหัสต้องไล่ทำทีละใบ ซึ่งแม้จะมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด ก็ยังต้องใช้เวลาเป็น พันปี กว่าจะขโมยได้หมด
Bitcoin ไม่ใช่ระบบที่ตายตัว แต่มันคือซอฟต์แวร์ที่พัฒนาได้ ทีมพัฒนารู้วิธีรับมือเรื่องนี้อยู่แล้ว
-การเตรียมตัว Bitcoin สามารถอัปเกรดระบบ (Soft Fork) เพื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบลายเซ็นดิจิทัลแบบใหม่ที่ทนทานต่อควอนตัม (Quantum-resistant signatures) ได้เมื่อถึงเวลาที่จำเป็น
-ทางรอดของผู้ใช้ หากเทคโนโลยีควอนตัมเริ่มน่ากลัวขึ้นมาจริงๆ ผู้ใช้งานเพียงแค่โอน Bitcoin ของตัวเองจากกระเป๋าแบบเก่า ไปสู่กระเป๋าแบบใหม่ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่า ก็จะปลอดภัยทันที
แม้จะมีข้อเสนอให้รีบเปลี่ยนแปลงระบบ Bitcoin อย่างรุนแรง เช่น การ Hard Fork หรือเผาเหรียญที่เสี่ยงทิ้ง เพื่อป้องกันไว้ก่อน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านั่นคือความเสี่ยงที่แท้จริง การรีบเปลี่ยนระบบโดยที่เทคโนโลยียังไม่นิ่ง อาจนำไปสู่บั๊ก (Bug) ร้ายแรง หรือทำลายความน่าเชื่อถือเรื่องสิทธิในทรัพย์สินของ Bitcoin ไปเลย
ดังนั้น สำหรับนักลงทุนและคนทั่วไป “ความเสี่ยงจากควอนตัม” คือโจทย์ทางวิศวกรรมที่มองเห็นได้และมีเวลาเหลือเฟือให้เตรียมตัว ไม่ใช่วิกฤตที่จะเกิดขึ้นในวันนี้หรือพรุ่งนี้อย่างที่หลายคนกังวล
ที่มา : coinshares

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย