
SEC ยอมรับ การบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจคริปโทบางส่วนในอดีต “ไม่ช่วยนักลงทุน” พร้อมมองว่า เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ และไม่ตรงกับเป้าหมายที่ต้องคุ้มครองนักลงทุน
วานนี้ (7 เม.ย.) ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) เปิดเผยว่า การบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทคริปโทบางคดีในช่วงที่ผ่านมา “ไม่ได้สร้างประโยชน์หรือคุ้มครองนักลงทุนโดยตรง” และมีการตีความกฎหมายหลักทรัพย์ผิดพลาดอีกด้วย
ก.ล.ต.สหรัฐฯ ระบุว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2022 ได้มีการดำเนินคดีด้าน “การบันทึกบัญชี” (book-and-record violations) มากถึง 95 คดี รวมค่าปรับกว่า 2.3 พันล้านดอลลาร์ แต่หลายคดีกลับไม่พบความเสียหายต่อนักลงทุนโดยตรง
หน่วยงานยังชี้ว่า แนวทางในอดีตมีลักษณะ “เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ” ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรไม่เหมาะสม และไม่ตรงกับเป้าหมายหลักที่ต้องการคุ้มครองนักลงทุน
การยอมรับครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางของ SEC ภายใต้การนำของประธาน Paul Atkins ที่เข้ารับตำแหน่งในเดือนเมษายน 2025 จากที่ก่อนหน้าเป็น Gary Gensler ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าใช้แนวทาง “กำกับผ่านการบังคับใช้กฎหมาย”
Atkins ระบุว่า SEC ได้ปรับแนวทางใหม่แล้ว โดยยุติการกำกับผ่านการบังคับใช้กฎหมาย และหันมาโฟกัสคดีที่คุ้มครองนักลงทุนอย่างแท้จริง พร้อมเพิ่มความโปร่งใสให้กับตลาดด้วย
“เราได้ปรับการใช้ทรัพยากรให้ไปมุ่งเน้นที่การกระทำผิดที่สร้างความเสียหายสูงสุด โดยเฉพาะการฉ้อโกง การบิดเบือนตลาด และการละเมิดความไว้วางใจ” ประธาน SEC กล่าว
โดยในเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา Cornerstone Research ได้รายงานว่า SEC ภายใต้การนำของ Atkins จำนวนการบังคับใช้กฎหมายต่อบริษัทมหาชน ได้ลดลงถึง 30% ในปีงบประมาณ 2025 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม SEC ยังคงดำเนินคดีกับบางบริษัทคริปโท เช่น คดี Unicoin ที่ถูกกล่าวหาว่าระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์โดยให้ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิด และคดีแชร์ลูกโซ่ มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ของ Praetorian Group
ที่มา : cointelegraph

Digital Asset Reporter, efinanceThai