
ในห้วงเวลาที่ตลาดทุนทั่วโลกกำลังหมุนเร็วด้วยแรงเหวี่ยงของเทคโนโลยี ตลาดทุนไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
หากใครที่ติดตามกระดานหุ้นไทย (SET) มาตลอด 2-3 ปีนี้ คงสัมผัสได้ถึงความ “ซึม” ที่ปกคลุมตลาด สะท้อนผ่านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี และสัดส่วนหุ้นไทยในดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI Asia ex Japan ที่ปรับตัวลดลงอย่างน่าใจหาย
ในขณะที่เศรษฐกิจเก่ากำลังเผชิญความท้าทาย โลกการเงินยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย “สินทรัพย์ดิจิทัล” (Digital Assets) และ “เทคโนโลยีบล็อกเชน” กลับกำลังเติบโตและเป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
คำถามที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนในตลาดคริปโทฯ คือ “ประเทศไทยจะตกขบวนรถไฟสายนี้หรือไม่?” และ “กฎระเบียบในบ้านเราจะเอื้อให้เกิดนวัตกรรม หรือจะเป็นเพียงกำแพงกั้นการเติบโต?”
คำตอบปรากฏอยู่ในเอกสาร “ร่างแผนยุทธศาสตร์สำนักงาน ก.ล.ต. ปี 2569 – 2571” ภายใต้วิสัยทัศน์ “Building Trust, Powering Growth” มันคือ “พิมพ์เขียว” ที่ประกาศจุดยืนใหม่ของ ก.ล.ต. ที่จะใช้ “สินทรัพย์ดิจิทัล” เป็นหนึ่งในหัวหอกเพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ให้กับตลาดทุนไทย
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก 5 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าพอร์ตการลงทุนของคุณในอีก 3 ปีข้างหน้า พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงนี้ถึงมีความหมายมากกว่าแค่เรื่องกฎหมาย
สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ คือการเปลี่ยนมุมมองของผู้กำกับดูแล จากเดิมที่เคยมองคริปโทฯ เป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงที่ต้องจำกัดวง วันนี้ ก.ล.ต. ระบุชัดเจนถึงเป้าหมายการพัฒนา “Crypto as an Asset Class” หรือการยอมรับให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหนึ่งในสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่เท่าเทียมกับสินทรัพย์ดั้งเดิม
โดย ก.ล.ต. กำลังเปิดประตูบานใหญ่ให้เม็ดเงินระดับ “สถาบัน” ไหลเข้าสู่โลกคริปโทฯ ผ่านการอนุญาตให้กองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล (Private Funds) สามารถลงทุนใน Investment Token และ Crypto Asset ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
มีการปรับปรุงบัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด โดยเพิ่มสกุลเงินที่มีเสถียรภาพระดับโลกอย่าง USDC และ USDT เข้าไปในลิสต์อย่างเป็นทางการ
พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ลงทุน สามารถกระจายความเสี่ยงข้ามสินทรัพย์ (Cross-assets investment) ผสมผสานระหว่างพอร์ตหุ้นเดิมและพอร์ตคริปโทฯ ได้อย่างมั่นใจ
ก.ล.ต.ระบุชัดเจนว่ากำลังพัฒนาหลักเกณฑ์รองรับ Crypto ETF และศึกษารูปแบบการจัดตั้งกองทุนในลักษณะของ “ทรัสต์”
ไฮไลต์สำคัญคือ การมาของ DA Derivatives ก.ล.ต.มีแผนจะออกประกาศรองรับการขยายคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตตัวแทนสัญญาฯ DA ให้ครอบคลมุผู้ประกอบธุรกิจ DA ภายใน 6 เดือนนับจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ DA เป็น underlying หมายความว่า ต่อไปเราจะได้เห็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ของ Bitcoin/Ethereum บนกระดานที่ถูกกฎหมายในไทย
ซึ่งการมี Derivatives ที่ถูกกฎหมายในไทย จะช่วยให่นักลงทุนการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ในช่วงตลาดขาลงนักลงทุนสามารถเปิดสถานะ Short เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตหลักได้ ไม่ต้องทนถือรอจนดอย
ธีมใหญ่ของโลกการเงินปีนี้คือ Real World Assets (RWA) หรือการนำสินทรัพย์จริงมาแปลงเป็นโทเคน ซึ่ง ก.ล.ต. ไทยก็ขานรับเทรนด์นี้อย่างเต็มตัวภายใต้หัวข้อ “Tokenization”
เพื่อความคล่องตัว ก.ล.ต. จะผลักดันให้ Investment Token ย้ายไปอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ (ฉบับใหม่) แทน พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ
ปัญหาคลาสสิกเรื่องภาษีซ้ำซ้อนจะได้รับการแก้ไข เป้าหมายคือทำให้ภาระภาษี VAT ของ Utility Token เทียบเคียงได้กับหลักทรัพย์ทั่วไป (เช่น หุ้น หรือ หุ้นกู้)
การเปิด Sandbox ทดสอบระบบนิเวศหลักทรัพย์ดิจิทัล (Digital Securities Ecosystem – DSE) สำหรับพันธบัตร (Bond) และกองทุนรวม (Mutual Fund) เพื่อให้เป็นรูปแบบ Scripless บน Blockchain เต็มรูปแบบ
สนับสนุน Marketplace สำหรับ Soft Power Token และนำ Carbon Credit มาทำ Tokenization เพื่อซื้อขาย รองรับเทรนด์ Net Zero
ดังนั้น ปีนี้จึงมีแนวโน้มที่ภาคเอกชนจะออก Investment Token ที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (Asset-backed) มากขึ้น เช่น อสังหาริมทรัพย์, โรงแรม เป็นต้น
รวมถึงการเทรดคาร์บอนเครดิตผ่านโทเคนจะทำให้ตลาดนี้มีสภาพคล่องและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยมีส่วนร่วมในธีม ESG
ปัญหาของนักลงทุนยุคนี้คือ “พอร์ตกระจัดกระจาย” หุ้นไทยแอปนึง กองทุนแอปฯ นึง คริปโทฯ อีกแอปฯ นึง ทำให้มองไม่เห็นภาพรวมความมั่งคั่ง ของตัวเอง
ก.ล.ต. มีโครงการ Open Data และ Portfolio Aggregator ที่น่าสนใจมาก นั่นคือการรวมศูนย์ข้อมูล โดยจะสนับสนุนให้มีระบบที่รวมข้อมูลสินทรัพย์ต่างๆ (Aggregate Portfolio) ทั้งหุ้น กองทุน และสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้ผู้ลงทุนเห็นภาพรวมพอร์ตของตนเองได้ในที่เดียว
มีแผนเชื่อมต่อข้อมูลข้ามหน่วยงานกำกับดูแล (ธปท., ก.ล.ต., คปภ.) เพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าทำได้ไร้รอยต่อ และการใช้เทคโนโลยีช่วยให้การเปิดบัญชีข้ามแพลตฟอร์มทำได้ง่ายขึ้น
จากแนวทางนี้ อนาคตเราอาจไม่ต้องสลับแอปไปมาอีกต่อไป “Super App” ทางการเงินจะเกิดขึ้นจริง ที่ซึ่งคุณสามารถเห็นมูลค่า Bitcoin ในพอร์ต วางคู่กับกองทุนลดหย่อนภาษี และหุ้นปันผล ทำให้การจัด Asset Allocation มีประสิทธิภาพสูงสุด และรู้สถานะความเสี่ยงของตัวเองแบบ Real-time
การเติบโตย่อมมาพร้อมความเสี่ยง แผนยุทธศาสตร์นี้จึงเน้นเรื่อง Trust เป็นพิเศษ เพื่อลบภาพจำด้านลบของวงการคริปโทฯ ที่เต็มไปด้วยการหลอกลวง
ก.ล.ต. จะนำ AI มาทำหน้าที่ Smart Detection ตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย การปั่นราคา หรือการทุจริตแบบอัตโนมัติ ทั้งในบริษัทจดทะเบียนและบริษัทคริปโทฯ
อินฟลูเอนเซอร์สายการเงิน (Finfluencer) จะเข้าสู่เรดาร์การกำกับดูแล ก.ล.ต. จะทบทวนหลักเกณฑ์การแนะนำการลงทุนให้ครอบคลุมถึง Finfluencer เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ส่งต่อสู่สังคมนั้นถูกต้อง รับผิดชอบ และไม่เป็นการชี้นำที่ผิดกฎหมาย
ยกระดับการป้องกันเชิงรุก โดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการปิดกั้นบัญชีม้าคริปโท (ปีที่ผ่านมาสกัดได้กว่า 40,000 บัญชี) และสร้างกลไกเตือนภัยระดับโลกผ่านระบบ I-Scan
อนาคตของการลงทุนที่คุณเลือกได้ เตรียมตัวให้พร้อม
แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2569-2571 ภายใต้รหัส Building Trust, Powering Growth เห็นการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัล เข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลัก การเตรียมพร้อมเรื่อง ETF และ Derivatives รวมถึงการแก้กฎหมายเพื่อรองรับ Tokenization
นักลงทุนต้องเข้าใจทั้งโลก TradFi (หุ้น/กองทุน) และ DeFi/Crypto เพราะในอนาคตมันจะถูกมัดรวมกันในพอร์ต พร้อมกับการจับตาดู Investment Token ที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง เพราะจะเป็นธีมใหญ่ในอีก 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ อย่าลืมศึกษาและเตรียมพร้อมใช้เครื่องมือใหม่ๆ อย่าง Crypto ETF หรือ Derivatives เพื่อบริหารความเสี่ยง
ข้อมูลอ้างอิง : ร่างแผนยุทธศาสตร์สำนักงาน ก.ล.ต. ปี 2569 – 2571
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ก.ล.ต.เตรียมปรับหลักเกณฑ์รองรับหน่วยลงทุน ของกองทุนรวมในรูปแบบโทเคน
ก.ล.ต. ชี้ Crypto ETF–Futures เปิดทางลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีกรอบ
ชุดใหญ่! ก.ล.ต.เตรียมเคาะหลักเกณฑ์ Crypto ETF ต้นปี’69

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย