
มูดี้ส์ ชี้! Stablecoin กำลังกลายเป็น “เงินดิจิทัล” สำหรับโลกการเงินดั้งเดิม หลังปริมาณธุรกรรมพุ่งแตะ 9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอาจแตะ 3 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
วานนี้ (7 ธ.ค.) มูดี้ส์ เรตติ้งส์ (Moody’s Ratings) ออกรายงานฉบับใหม่ โดยชี้ว่า Stablecoin ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือของตลาดคริปโทอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปเป็น “แกนหลัก” ของระบบชำระเงินในระดับสถาบัน
รายงานระบุว่า ในปี 2025 ปริมาณธุรกรรมบนบล็อกเชนที่ชำระผ่าน Stablecoin เพิ่มขึ้นกว่า 87% จากปีก่อนหน้า รวมมูลค่าสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนบทบาทใหม่ในฐานะสินทรัพย์ที่ใช้ชำระเงินในระบบการเงินที่กำลังเข้าสู่ยุคของการ tokenized
มูดี้ส์ กล่าวว่า Stablecoin ที่อิงกับเงินเฟียต และโทเคนเงินฝาก (deposits tokens) กำลังกลายเป็น “เงินดิจิทัล” สำหรับการจัดการสภาพคล่อง การเคลื่อนย้ายหลักประกัน และการชำระธุรกรรมในระบบการเงินที่ถูก tokenized มากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าวถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับพันธบัตรดิจิทัล กองทุน และผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่บนเครือข่ายบล็อกเชน
ทั้งนี้ ธนาคาร บริษัทจัดการสินทรัพย์ และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรายใหญ่ ก็ได้เริ่มทดลองระบบบล็อกเชนสำหรับการออกสินทรัพย์ การชำระหลังการซื้อขาย และการบริหารสภาพคล่องในแต่ละวันแล้ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ JPM Coin ซึ่งเป็นโทเคนเงินฝากของ JPMorgan ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “เงินดิจิทัล” สามารถทำงานร่วมกับโครงสร้างธนาคารแบบเดิมได้อย่างไร
มูดี้ส์ประเมินว่า ภายในปี 2030 การลงทุนในระบบการเงินดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอาจแตะระดับ 3 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากการเร่งพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินแบบโปรแกรมได้ (programmable settlement) และการทำธุรกรรมบนบล็อกเชนในวงกว้างมากขึ้น
โดย Stablecoin และโทเคนเงินฝากจะมีบทบาทสำคัญในธุรกรรมระหว่างประเทศ ตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น (repo) และการโอนหลักประกัน ซึ่งในปี 2025 ธนาคารขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น Citigroup และ Société Générale ได้เริ่มทดลองใช้ Stablecoin สำหรับการบริหารธุรกรรมภายในวันแล้ว
ด้านกฎระเบียบ มูดี้ส์ มองว่าหลายประเทศกำลังไล่ตามเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด ทั้งสหภาพยุโรปที่มีกรอบ MiCA, สหรัฐฯ ที่มี GENIUS Act รวมถึงสิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เริ่มมีแนวทางกำกับดูแลการโทเคน การรับฝาก และการไถ่ถอนสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มูดี้ส์เตือนว่า การเปลี่ยนผ่านนี้ยังมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นบั๊กของสมาร์ตคอนแทรกต์, ปัญหาการ Oracle, การโจมตีทางไซเบอร์ในระบบ custody หรือการที่เครือข่ายบล็อกเชนต่าง ๆ ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเชิงระบบแบบใหม่ในอนาคต
รายงานย้ำว่า หาก Stablecoin จะกลายเป็นสินทรัพย์หลักในการชำระบัญชีระดับสถาบัน ความปลอดภัย การเชื่อมต่อระหว่างระบบ และโครงสร้างธรรมาภิบาล จะต้องมีความแข็งแกร่งไม่น้อยไปกว่าการมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน
ที่มา : cointeletgraph

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย