
ผู้เชี่ยวชาญมอง ความไม่ชัดเจนด้านกฎระเบียบ Stablecoin อาจทำให้ธนาคารแบบดั้งเดิมเสียเปรียบบริษัทคริปโท ขณะที่ผลตอบแทนของ Stablecoin ที่สูงกว่าบัญชีธนาคาร อาจดึงเงินฝากบางส่วนออกจากระบบธนาคารได้ในอนาคต
Colin Butler รองประธานบริหารฝ่ายตลาดทุนของ Mega Matrix กล่าวกับสำนักข่าว Cointelegraph ว่า ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับ Stablecoin อาจทำให้ธนาคารแบบดั้งเดิมเสียเปรียบบริษัทคริปโทมากขึ้น
Butler ระบุว่า สถาบันการเงินจำนวนมากได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้งานได้เต็มที่ เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายยังถกเถียงกันว่า Stablecoin ควรถูกจัดประเภทเป็นอะไร เงินฝาก หลักทรัพย์ หรือเครื่องมือชำระเงินรูปแบบใหม่
โดยธนาคารหลายแห่งได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Stablecoin แล้ว เช่น JPMorgan พัฒนาเครือข่ายชำระเงินบนบล็อกเชน Onyx, BNY Mellon เปิดบริการ custody สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล และ Citigroup ที่กำลังทดลองระบบ tokenized deposits
อย่างไรก็ตาม ความไม่ชัดเจนด้านกฎระเบียบทำให้ฝ่ายบริหารความเสี่ยงและฝ่ายกำกับดูแลของธนาคาร ยังไม่อนุญาตให้ใช้งานระบบเหล่านี้เต็มรูปแบบ
ในทางกลับกัน บริษัทคริปโทซึ่งคุ้นเคยกับการดำเนินธุรกิจในพื้นที่กฎหมายที่ยังไม่ชัดเจนสามารถเดินหน้าพัฒนาได้เร็วกว่ามาก
อีกประเด็นหนึ่งคือ ผลตอบแทนของ Stablecoin ที่สูงกว่าบัญชีธนาคารทั่วไปอย่างมาก โดยแพลตฟอร์มคริปโทบางแห่งเสนอผลตอบแทนประมาณ 4–5% ขณะที่บัญชีออมทรัพย์เฉลี่ยในสหรัฐให้ดอกเบี้ย ต่ำกว่า 0.5%
Butler เสริมว่า หากช่องว่างผลตอบแทนยังคงอยู่ เงินฝากในธนาคารอาจไหลออกแล้วเข้าสู่ Stablecoin ได้รวดเร็ว เพราะการโอนเงินจากบัญชีธนาคารไปยังคริปโทสามารถทำได้ภายในไม่กี่นาที
อย่างไรก็ตาม Fabian Dori ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Sygnum Bank มองว่า แม้การแข่งขันระหว่างธนาคารกับแพลตฟอร์มคริปโทจะเพิ่มขึ้น แต่การไหลออกของเงินฝากขนาดใหญ่ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและการกำกับดูแลของธนาคาร
นอกจากนี้ Butler ยังเตือนว่า หากรัฐบาลพยายามจำกัดการให้ผลตอบแทนของ Stablecoin มากเกินไป อาจทำให้เงินทุนไหลไปยังโครงสร้างที่กำกับดูแลน้อยกว่า เช่น Synthetic Dollar Tokens อย่าง USDe ของ Ethena ซึ่งสร้างผลตอบแทนผ่านตลาดอนุพันธ์ได้
ที่มา : cointelegraph

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย