
Crypto Futures ไทยอาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ใหญ่ที่สุดของวงการนับตั้งแต่มีกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลปี 2561 เสียงจากคนในสนามจริงสะท้อนชัด ไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร แต่คือกลไกบริหารความเสี่ยงที่อาจดึงเม็ดเงินกลับประเทศ หากสภาพคล่องแข่งขันได้
เมื่อวันอังคารที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้เพิ่ม “สินทรัพย์ดิจิทัล” เป็นสินค้าอ้างอิงภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือในฝั่งของตลาด TFEX ซึ่งเป็นการเปิดทางให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ ที่อ้างอิงคริปโทเคอร์เรนซีภายใต้กรอบการกำกับดูแลของไทยได้อย่างเป็นทางการ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของโครงสร้างตลาดทุนไทย เนื่องจากที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนไม่น้อย เลือกใช้บริการซื้อขายอนุพันธ์คริปโทฯ ผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ การเปิดทางในครั้งนี้จึงถูกมองว่า เป็นความพยายามดึงธุรกรรมกลับเข้าสู่ระบบที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เพื่อเพิ่มการคุ้มครองผู้ลงทุน และสร้างความชัดเจนด้านกติกาให้มากขึ้น
ซึ่งหลังจากนี้ ก.ล.ต.จะจัดทำหลักเกณฑ์รองรับการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับปรุงใบอนุญาตประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้ “ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล สามารถให้บริการสัญญาที่อ้างอิงสินทรัพย์ดิจิทัลได้”
Crypto by eFinanceThai รวบรวมมุมมองจากผู้เล่นในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อขยายภาพให้ชัดว่า Leverage ควรเท่าไร สภาพคล่องจะสู้ต่างประเทศได้หรือไม่ และนี่จะเป็นจุดดึงเม็ดเงินกลับไทย หรือเป็นเพียงบททดสอบโครงสร้างตลาดทุนอีกครั้ง?
Cryptomind มองเปิดบน TFEX คือจุดนำร่องทดสอบโมเดลก่อนขยายสู่แพลตฟอร์มอื่น ตลาดทุนที่ดีต้องมีทั้ง Spot–Futures–เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงครบวงจร
นายสัญชัย ปอปลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cryptomind Group กลุ่มบริษัทที่ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาด้านบล็อกเชนและการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล กล่าวว่า เป็นอีกความก้าวหน้าหนึ่งของตลาดทุนไทยและไม่ใช่ข่าวดีเฉพาะวงการสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าหน่วยงานกำกับดูแลยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการลงทุนมากขึ้น
จะเห็นได้ว่าปัจจุบัน นักลงทุนในไทยที่เทรด Crypto Futures ต้องอาศัยตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้น การมี Crypto Futures บน TFEX จะทำให้นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนกับตลาดที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทยที่เชื่อถือได้
“ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็น TFEX ก่อน ส่วนตัวมองว่าตรงนี้จะเป็นการนำร่องเพื่อทดสอบการเปิด Crypto Futures ในไทย แล้วในอนาคตคิดว่าเราก็จะได้เห็นบนแพลตฟอร์มอื่นๆ ในบ้านเราและก็ต้องให้เวลา ก.ล.ต. ในการปรับปรุงใบอนุญาตสำหรับการประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้วย” นายสัญชัย กล่าว
ทั้งนี้ ตลาดทุนที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วยทั้งตลาด Spot, ตลาด Futures และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ การเพิ่ม Crypto Futures เข้ามาในโครงสร้างตลาด จะช่วยให้ Market Infrastructure ของไทยมีความใกล้เคียงกับประเทศชั้นนำมากขึ้น และเปิดทางให้เกิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เช่น Structured Products หรือกองทุนเชิงกลยุทธ์ที่ใช้อนุพันธ์เป็นเครื่องมือบริหารพอร์ต
“หากมีการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบ และค่อย ๆ ขยายกรอบการดำเนินงานตามข้อมูลที่สะท้อนจากตลาดจริง จะช่วยเพิ่มความลึกให้กับตลาดทุนไทย พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ว่าไทยเปิดรับนวัตกรรม ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ที่รัดกุม” นายสัญชัย กล่าว
โดย Leverage ที่เหมาะสมไม่ควร 5-10 เท่าสำหรับ Bitcoin ส่วน Altcoin ก็ควรจะน้อยกว่านี้ ส่วนจะสามารถดึงนักลงทุนกลับมาใช้แพลตฟอร์มในไทยได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการมอบประสบการณ์การใช้งาน และการบริหารจัดการสภาพคล่องบนแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
ซึ่งในช่วงเริ่มต้นจำนวนผู้ใช้อาจจะยังไม่มากนัก และอาจมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องอยู่บ้าง แต่หากแพลตฟอร์มมีความสะดวก ใช้งานง่าย และตอบโจทย์นักลงทุนได้จริง จำนวนผู้ใช้งานก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาสภาพคล่องค่อย ๆ คลี่คลายลงตามกลไกตลาด
นายกันตณัฐ วุฒิธร ผู้ช่วยผู้จัดการนักวิเคราะห์สินทรัพย์ดิจิทัลจาก Bitkub Labs มองว่า การเปิดทางให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ เป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อระบบการลงทุนไทย เนื่องจากตลาดอนุพันธ์ไม่ได้มีบทบาทเพียงเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะการทำ Hedging ในช่วงตลาดขาลงด้วย
พร้อมเสริมว่า การมี Crypto Futures ภายใต้การกำกับดูแลของไทย จะช่วยให้นักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์ได้หลากหลายขึ้น และสะท้อนถึงความพยายามยกระดับตลาดทุนไทยให้มีผลิตภัณฑ์ที่ทัดเทียมกับตลาดต่างประเทศ
การซื้อขายผ่าน TFEX จะช่วยให้ธุรกรรมอยู่ภายใต้ศูนย์ซื้อขายที่ได้รับการกำกับดูแล ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศที่อยู่นอกเหนือการกำกับของ ก.ล.ต. และลดความเสี่ยงด้าน Counterparty Risk ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ลงทุน
สำหรับระดับ Leverage เขาคาดว่า ไม่ควรสูงกว่า Single Stock Futures เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงและซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง การกำหนด Leverage ในระดับเหมาะสมจะช่วยให้นักลงทุนบริหาร Margin ได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากการถูกบังคับปิดสถานะ
ส่วนศักยภาพในการดึงนักลงทุนกลับเข้าสู่ระบบไทยนั้น มองว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้แต่ปัจจัยสำคัญจะอยู่ที่ระดับสภาพคล่องของตลาด หากผลิตภัณฑ์มีสภาพคล่องเพียงพอและสามารถแข่งขันได้ โอกาสในการดึงเม็ดเงินกลับเข้าประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ และผู้อำนวยการ Binance TH Academy มองว่า การที่ ก.ล.ต. เปิดทางให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ไทย ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกทิศทาง และเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างกฎเกณฑ์ของประเทศให้สอดรับกับพัฒนาการของตลาดการเงินโลก
ทั้งนี้ Crypto Futures ในไทย ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของหน่วยงานกำกับดูแลไทยในการเปิดรับนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มทางเลือกและขยายขอบเขตการลงทุนให้กับนักลงทุนไทยในระยะยาว
การซื้อขายผ่านตลาด TFEX เป็นแนวคิดที่เหมาะสม เนื่องจาก TFEX เป็นศูนย์กลางการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ของไทยอยู่แล้ว การนำ Crypto Futures เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลที่ชัดเจน อีกทั้งผู้ใช้งาน TFEX ส่วนใหญ่ผ่านกระบวนการคัดกรองและมีความเข้าใจผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ในระดับหนึ่ง จึงช่วยลดความเสี่ยงจากความเข้าใจผิดของผู้ลงทุนได้
โดยมองว่าระดับ Leverage ที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 5-10 เท่าเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาดไทย การเริ่มต้นด้วยระดับ Leverage ที่ไม่สูงจนเกินไปจะช่วยลดความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนได้
สำหรับผลกระทบต่อภาพรวมตลาดทุน ดร.กร คาดว่า นโยบายนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน พร้อมเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และทางเลือกในการบริหารพอร์ต ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยรวม
ในด้านความพร้อมของฝั่งผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ดร.กร กล่าวว่า Binance TH เคยเข้าร่วมการประชุมรับฟังความคิดเห็นกับ ก.ล.ต. เพื่อหารือเรื่องกรอบการบริหารความเสี่ยง ทั้งในมิติการให้บริการ การกำกับดูแล และการสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์แก่ผู้ลงทุน เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ในส่วนของแผนการขอใบอนุญาต ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนของหลักเกณฑ์จากสำนักงาน ก.ล.ต. ก่อน “เมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการ บริษัทมีความพร้อมที่จะยื่นขอใบอนุญาตและเชื่อมต่อระบบทันที ทั้งในด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และทีมบริหารความเสี่ยง เรามองว่าอนุพันธ์เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ และควรอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน” ดร.กร ระบุ
ประเด็นสภาพคล่อง มองว่าไม่น่าจะเป็นข้อจำกัดหากมีการออกแบบตลาดและระบบดูแลสภาพคล่องอย่างเหมาะสม พร้อมชี้ว่า Crypto Futures จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะในภาวะตลาดขาลงที่สามารถใช้กลยุทธ์ได้ทั้งสองฝั่ง
Maxbit มอง Crypto Futures คือจุดเปลี่ยนใหญ่รอบใหม่ของวงการคริปโทฯ อาจดึงนักลงทุนกลับได้ 70–80%
นายปกเขตร รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกซ์บิท ดิจิทัล แอสเซท จำกัด หรือ Maxbit กล่าวว่า ถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ทั้งต่อผู้ประกอบธุรกิจและผู้ลงทุนที่ต่างก็รอติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานกำกับ ในการเปิดทางให้กับผลิตภัณฑ์ Futures Crypto และน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สำหรับวงการนับตั้งแต่มีกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลปี 2561
ทั้งนี้ เห็นด้วยกับการนำ Crypto Futures เข้าซื้อขายผ่าน TFEX เนื่องจากเป็นตลาดที่มีกฎหมาย หลักเกณฑ์การกำกับดูแล และโครงสร้างแพลตฟอร์มรองรับไว้อย่างครบถ้วนอยู่แล้ว จึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเสถียรภาพให้กับตลาดได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลในประเด็นกรอบกติกา โดยเฉพาะการเปิดทางให้ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Maxbit, Bitkub หรือ Binance TH เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ TFEX ว่าจะมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เป็นธรรม และรัดกุมเพียงใด
อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องของตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ให้บริการแต่ละรายจำเป็นต้องพัฒนาฟีเจอร์ให้สอดคล้องกับระบบของตลาด เพื่อให้ใช้งานได้สะดวก และมอบประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ราบรื่น ทั้งนี้เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายรายได้เตรียมความพร้อมในด้านนี้ไว้แล้ว
สำหรับระดับ Leverage ที่เหมาะสมของ Crypto Futures ในตลาดไทยมองว่า 3 เท่าและสูงสุดไม่ควรเกิน 5 เท่า เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูง และสินทรัพย์ดิจิทัลเริ่มต้นควรมีเสถียรภาพสูง และได้รับการรองรับผ่านกองทุน ETF ในต่างประเทศแล้ว เช่น Bitcoin และ Ethereum เพื่อเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับนักลงทุน
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Maxbit เผยอีกว่า ปัจจุบัน Volume การซื้อขายในตลาด TFEX น่าจะอยู่ที่ประมาณเดือนละ 1 ล้านล้านบาท หากอ้างอิงจากสถิติทั้งในและต่างประเทศ ก็มีความเป็นไปได้ว่า Crypto Futures ในไทยอาจเติบโตแตะระดับประมาณ 300,000 ล้านบาทต่อเดือนภายใน 1 ปี ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่ายอดการซื้อขาย Spot คริปโทเคอร์เรนซีในประเทศถึงราว 3 เท่า
หากสมมติฐานดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เท่ากับว่า TFEX จะมีมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ทันที และนี่เป็นเพียงภาพระยะสั้นเท่านั้น เพราะในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า ยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกเท่าตัวตามแนวโน้มของตลาดโลก
ส่วนการมาถึงของ Crypto Futures จะช่วยดึงนักลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดไทยได้มากน้อยเพียงใดนั้น นอกจากประเด็นสภาพคล่องแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคือเรื่องกฎหมายภาษี ปัจจุบันการซื้อขาย Spot คริปโทฯ ได้รับการยกเว้นภาษี Capital Gain เป็นระยะเวลา 5 ปี หาก Crypto Futures ได้รับการยกเว้นภาษีในลักษณะเดียวกัน เชื่อว่าอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้ลงทุนชาวไทยจำนวนมากพิจารณากลับมาใช้บริการในประเทศอาจจะถึง 70-80% ของกลุ่มที่ปัจจุบันไปใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศ
รายงานและเรียบเรียง : สหรัฐ ฉัตราพงษ์ , เรียบเรียง : ชัชชญา อังคุลี

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย