
ก.ล.ต. เผย Crypto ETF และ Futures มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุน โดยเฉพาะรายย่อยและนักลงทุนดั้งเดิม พร้อมย้ำคริปโทควรถูกมองเป็นสินทรัพย์ทางเลือก ไม่ใช่สินทรัพย์หลักของพอร์ต
นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า การมี Crypto ETF และ Crypto Futures มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน
โดยเฉพาะนักลงทุนสายดั้งเดิม เพื่อให้สามารถเข้าถึงคริปโทได้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และอยู่ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้คำแนะนำการลงทุนควรสื่อสารกับลูกค้าอย่างชัดเจนว่า คริปโทไม่ควรถูกมองเป็น “สินทรัพย์หลัก” ของพอร์ต โดยทั่วไปไม่ควรลงทุนเกินประมาณ 5% ของเงินลงทุนทั้งหมด
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุน หรือการ “Empower นักลงทุน” เพื่อให้ตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง โดยไม่ชี้นำให้ลงทุนเกินความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง
“คริปโทควรถูกมองเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือก ไม่ใช่สินทรัพย์หลักของพอร์ต ผู้ลงทุนควรจัดสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้” นางสาวจอมขวัญ กล่าว
อย่างไรก็ตาม รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เสริมว่า “หน่วยงานกำกับไม่สามารถไปบังคับพฤติกรรมการลงทุนได้ แต่สามารถสร้างกรอบและมาตรฐานการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนได้”
ในประเด็นของ Crypto ETF นางสาวจอมขวัญกล่าวว่า ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเก็งกำไร แต่เป็นการจัดวางคริปโทให้เป็นหนึ่งใน Asset Class ภายใต้หลักการ Asset Allocation โดยช่วยลดอุปสรรคด้านความซับซ้อนทางเทคนิค และเปิดทางให้นักลงทุนดั้งเดิมสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้
ทั้งนี้ การออก Crypto ETF จะต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมายตลาดทุน โดยผู้ออกกองทุนต้องเป็นบลจ. ที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น ขณะที่ Fund Manager ฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่สามารถออกได้ แต่สามารถให้คำแนะนำกับ บลจ. ได้ เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุน เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับกองทุนรวมในตลาดทุน
สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภท Crypto Futures รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การออกและการซื้อขายจะต้องอยู่ภายใต้พรบ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยผู้ให้บริการต้องได้รับใบอนุญาต และมีความพร้อมทั้งด้านระบบงาน บุคลากร และการบริหารความเสี่ยงตามที่กฎหมายกำหนด
โดยนางสาวจอมขวัญ ระบุว่า Crypto Futures จะสามารถซื้อขายได้ผ่าน TFEX ซึ่งเป็นตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าภายใต้การกำกับดูแล
ส่วนของการออกหุ้นกู้ในรูปแบบโทเคน (Tokenized Bond) รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า หน่วยงานไม่ได้กำกับว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนที่ใช้ต้องเป็นบล็อกเชนประเภทใด แต่หน่วยงานจะกำกับดูแลที่ผู้ออกหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ได้ทั้งบล็อกเชนในประเทศหรือบล็อกเชนสาธารณะได้
“การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. มุ่งเน้นที่ผู้ออกและผู้ประกอบธุรกิจเป็นหลัก ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้บล็อกเชนประเภทใด แต่หากเกิดปัญหา ความรับผิดชอบจะอยู่ที่ผู้ประกอบธุรกิจที่เลือกใช้เทคโนโลยีนั้น” นางสาวจอมขวัญ กล่าว
รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวเสริมว่า ในระยะถัดไป คาดว่าจะเริ่มเห็นผู้ประกอบธุรกิจที่สนใจเข้ามาขอใบอนุญาตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทุกขั้นตอนจำเป็นต้องดำเนินไปอย่างรอบคอบ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ตลาดทุนสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน และคุ้มครองผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
“ไม่ว่าจะเป็น Crypto ETF หรือ Crypto Futures เป้าหมายคือการเพิ่มทางเลือกในการลงทุน ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนเข้าใจได้”
