
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งอีกครั้ง ท่ามกลางเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีอย่าง บล็อกเชน, คริปโทเคอร์เรนซี และ AI เริ่มกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบการเงินโลกมากขึ้น
สำหรับนักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ นโยบายของรัฐบาลในชุดต่อไปจะมีผลอย่างมากต่อทิศทางของระบบนิเวศคริปโทไทย ทั้งในแง่ของ กฎหมาย, โครงสร้างพื้นฐาน, ความเชื่อมั่นของตลาด และโอกาสทางธุรกิจ
คำถามคือ “พรรคไหน…มีนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล และใครกำลังวางรากฐานให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยไม่ตกขบวนโลก?”
แม้แต่ละพรรคยังไม่ได้เสนอ “นโยบายคริปโท” ให้เห็นอย่างชัดเจน แต่หลายแนวทางด้านดิจิทัลที่ถูกนำเสนอ ล้วนมีศักยภาพในการส่งเสริมอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยทั้งนั้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
หนึ่งในนโยบายของพรรคประชาชนคือ “ยกระดับความสามารถด้าน Digital และ AI ของไทย” ซึ่งเป็นนโยบายที่จะผลักดันให้มีการตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ด้าน AI ในไทย
โดยพรรคประชาชนมองเห็นถึงปัญหาที่ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ถูกผูกขาดโดยยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม AI
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยไม่เพียงแต่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังทำให้เกิดปัญหาเพิ่มอีก คือ “เงินทุนไหลออกนอกประเทศ” ผ่านค่าลิขสิทธิ์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งหากยังไม่มีการพัฒนาบุคลากร และยกขีดความสามารถของประเทศตนเอง ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางดิจิทัลได้
พรรคประชาชนจึงเสนอแผน “ยกระดับความสามารถด้าน Digital และ AI ของไทย” เพื่อพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติในระยะยาว โดยได้กำหนดแนวทางไว้ 3 ทาง ดังนี้
1.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure)
เสนอให้จัดตั้ง ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่รองรับการพัฒนา AI และเทคโนโลยีขั้นสูงภายในประเทศ โดยใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลสำหรับภาคเอกชนและภาครัฐ อีกทั้งยังสนับสนุนการลงทุนใน ชิปประมวลผล AI ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างชาติในระยะยาว
2.ทักษะดิจิทัล (Digital Skills)
ตั้งเป้าหมายในการยกระดับความรู้ด้านเทคโนโลยีให้ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงแรงงานในระบบ ผ่านการบูรณาการ AI เข้ากับการเรียนการสอน เช่น การใช้ AI ช่วยสอนภาษาอังกฤษ หรือช่วยออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน
3.อาชีพดิจิทัล (Digital Career)
วางแผนที่จะใช้ สิทธิประโยชน์จาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากต่างประเทศ เข้ามาตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทย พร้อมผลักดันให้เกิดการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้สู่คนไทย
อีกทั้งยังสนับสนุนให้คนไทยได้มีโอกาสไปฝึกงานและทำงานในบริษัทเทคระดับโลก ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ (G2G) และโครงการทุนระหว่างประเทศ พร้อมกับการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะระดับท้องถิ่น เช่น ระบบขนส่งไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้ใหม่ในชุมชน
พรรคเพื่อไทยเน้นนโยบาย “รัฐดิจิทัลอัจฉริยะ โปร่งใส ฉับไว” (AI Government) ที่มุ่งเปลี่ยนภาพของระบบราชการไทยจากเดิมที่ล่าช้าและซ้ำซ้อน ให้กลายเป็น รัฐบาลที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลัก ทั้งในการให้บริการประชาชนและลดโอกาสในการทุจริต
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง Super App สำหรับภาครัฐ ที่รวมบริการต่าง ๆ ไว้ในที่เดียว โดยสามารถออกใบอนุญาตพื้นฐานได้ภายใน 1 วัน ผ่านระบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่รัฐ ลดเวลาที่ภาคเอกชนต้องใช้ในการติดต่อราชการ และเพิ่มความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเสนอการจัดตั้ง Digital Governance Dashboard แสดงข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และสถานะของโครงการต่าง ๆ โดยเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ทันที ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการสร้าง “รัฐบาลเปิด” (Open Government) และ “ระบบราชการอัจฉริยะ” (Smart Government)
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับการ ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น (Regulatory Reform) และการพัฒนาระบบ One Stop Service สำหรับการขออนุญาตทางธุรกิจ
โดยนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายในการยกเลิกใบอนุญาตซ้ำซ้อน เปลี่ยนบางใบอนุญาตเป็นเพียง “การแจ้ง” แทน “การขอ” และบูรณาการข้อมูลของรัฐให้สามารถใช้ร่วมกันได้ ลดความซ้ำซ้อนในการกรอกเอกสารหรือยื่นเอกสารหลายหน่วยงาน
แม้พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้พูดถึงคริปโทเคอร์เรนซีอย่างชัดเจนในนโยบายหาเสียง แต่มีการแสดงจุดยืนสนับสนุน การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสร้าง แพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลแบบเปิด (Open Financial Infrastructure) ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ง่าย
พรรคประชาธิปัตย์ชูแนวคิด “One-ID และ Citizen Wallet” ซึ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาครัฐให้ประชาชนสามารถ ยืนยันตัวตนครั้งเดียว และเข้าถึงบริการภาครัฐได้ทุกระบบ โดยไม่ต้องยื่นสำเนาเอกสารซ้ำซ้อน
นโยบายนี้จะช่วยลดความซับซ้อนในการติดต่อราชการ สร้างมาตรฐานกลางของข้อมูลประชาชน และเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ กระเป๋าเงินดิจิทัลประชาชน (Citizen Wallet) ที่จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลสำคัญของประชาชน เช่น บัตรประจำตัว ใบรับรอง สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการรัฐ ให้อยู่ในที่เดียวอย่างปลอดภัย พร้อมตรวจสอบสิทธิได้แบบเรียลไทม์
หากระบบ One-ID และ Citizen Wallet ถูกพัฒนาจนใช้งานได้จริงและเชื่อมโยงกับภาคเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ ก็มีแนวโน้มสูงว่าจะสามารถ นำไปสู่การบูรณาการกับเทคโนโลยีบล็อกเชน หรือคริปโทในอนาคต ได้ โดยเฉพาะในแง่ของการยืนยันตัวตนแบบ Decentralized ID (DID) หรือการรับสิทธิผ่าน Smart Contract
แม้พรรคภูมิใจไทยจะยัง ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล, บล็อกเชน หรือ AI ในลักษณะของการวางโครงสร้างพื้นฐานหรือการยกระดับเทคโนโลยีในประเทศเหมือนกับพรรคอื่น ๆ
แต่พรรคจะเน้นไปที่โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่เน้นการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และเสริมสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ
ตามข้อมูลจากพรรคระบุว่า โครงการดังกล่าวสามารถกระตุ้นเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า 84,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 2 เดือน สร้างรายได้หมุนเวียนให้ร้านค้า กระตุ้นการบริโภค และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นราว 0.2% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีมาตรการใด ๆ
นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังขับเคลื่อนแนวนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” ที่มุ่งเป้าไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ Net Zero เร็วกว่ากำหนดเดิมในปี 2050
โดยพรรคมองว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้าง “โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่” ผ่านการผลักดันกฎหมายและมาตรฐานสีเขียว, ระบบการเงินสีเขียว (Green Finance), ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต และการส่งเสริมอุตสาหกรรมรักษ์โลกได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ละพรรคจะยังไม่มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลแบบชัดเจนหรือพูดถึงบล็อกเชนตรง ๆ ในช่วงหาเสียง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าหลายพรรคเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการวางรากฐานด้านดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน, การพัฒนาระบบราชการดิจิทัล, การใช้ AI, ไปจนถึงการยืนยันตัวตนและระบบบริการภาครัฐผ่านแพลตฟอร์มเดียว
นโยบายเหล่านี้ อาจจะะดูเหมือนห่างไกลจากคริปโท แต่ก็ถือเป็น “พื้นฐานสำคัญ” ที่จะช่วยเปิดทางให้เทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล เติบโตในไทยได้อย่างมั่นคง
สุดท้ายแล้ว การที่รัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากแค่ไหน อาจไม่ได้ดูแค่ชื่อนโยบาย แต่ต้องดูว่า “มีความเข้าใจในโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัลจริงหรือไม่” และพร้อมจะ “สนับสนุนหรือแค่ควบคุม” อุตสาหกรรมนี้ในระยะยาวแค่ไหน
อ้างอิง : พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย