
ก.ล.ต.ไทยมีแนวคิดออกเกณฑ์ใหม่กำหนดให้ ‘ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล’ ตรวจสอบรวบรวมข้อมูลการรับ-โอนของลูกค้าทุกธุรกรรม และหากเกิน 30,000 บาทต้องเก็บข้อมูล “ระบุตัวตน” มุ่งเป้าสกัดการฟอกเงินผ่านตลาดคริปโทฯ เปิดเฮียริ่ง 10-25 มี.ค. วงการเห็นด้วยในหลักการ แต่หนักใจปฏิบัติจริงทำยาก
เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ การรับส่งข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ผู้ประกอบธุรกิจฯ) ซึ่งเป็นความต่อเนื่องในการร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. ที่จะผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์ “การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน” (Travel Rule) มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจฯ
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นช่องทางในการฟอกเงินผิดกฎหมาย สอดคล้องมาตรฐานสากลของ FATF องค์กรระหว่างประเทศที่กำหนดมาตรฐานและนโยบายเพื่อต่อต้านการฟอกเงิน
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การดำเนินการตามหลักเกณฑ์ Travel Rule จะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามเอาคืนทรัพย์สิน ตลอดจนเป็นการป้องกันมิให้มีการใช้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงินผิดกฎหมาย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
“ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นหนึ่งในการดำเนินการที่สำคัญของ ก.ล.ต. ซึ่งมุ่งเน้นในเชิงป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย ผ่านการยกระดับการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต.” เลขาธิการ ก.ล.ต.ระบุในเอกสารเผยแพร่
***กำหนดเก็บข้อมูลผู้โอน-ผู้รับคริปโทฯ ทุกธุรกรรม เกิน 3 หมื่นต้องระบุตัวตน
สำหรับสาระสำคัญในเอกสารรับฟังความคิดเห็น หลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต.เสนอในเบื้องต้นคือ ผู้ประกอบธุรกิจฯ ต้องจัดเก็บและนำส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลทุกธรกรรม เช่น ชื่อเต็มของผู้โอนและผู้รับ หมายเลขบัญชีของผู้โอนและผู้รับชื่อเหรียญ ปริมาณเหรียญ มูลค่าเหรียญ (บาท) และเครือข่ายเหรียญ เช่น Bitcoin Ethereum BNB Chain เป็นต้น
กรณีธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ต้องเก็บข้อมูลระบุตัวตนของลูกค้าและคู่ธุรกรรมของลูกค้า เช่น วันเดือนปีเกิดของผู้โอน ที่อยู่ของผู้โอนและผู้รับโอน โดยอย่างน้อยต้องครอบคลุมชื่อประเทศและชื่อจังหวัด/เมือง
กฎเกณฑ์ใหม่นี้ ก็จะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจฯ ต้องพัฒนา ระบบงานสำหรับการรับส่งข้อมูล และการตรวจสอบธุรกรรมเพิ่มขึ้น และจะต้องเก็บข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลของลูกค้า และข้อมูลของคู่ธุรกรรมลูกค้าไว้อย่างน้อย 5 ปี นับแต่วันที่เกิดธุรกรรม
***Travel Rule เป็นมาตรฐานพื้นฐานแต่ไม่ได้แก้ปัญหาฟอกเงินทั้งหมด
นายปรมินทร์ อินโสม อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กระดานเทรด Satang Pro นักพัฒนาบล็อกเชนและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีความเป็นส่วนตัว เคยให้ความเห็นในประเด็น Travel Rule ไว้ว่า หากมองในมุมของหน่วยงานกำกับดูแล มาตรการแบบนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ควรมีอยู่แล้ว เพราะคริปโทเคอร์เรนซีเป็นระบบการเงินรูปแบบหนึ่ง และหน่วยงานกำกับก็มีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยของประชาชน
อย่างไรก็ตาม หากถามว่ามาตรการนี้สามารถแก้ปัญหาการฟอกเงินได้มากน้อยแค่ไหน เขามองว่า “อาจไม่ได้ช่วยได้มากนัก” แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีมาตรการเลย
เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า หากลองมองจากมุมของอาชญากรที่ต้องการฟอกเงิน ผ่าน คริปโทฯ ถ้ารู้ว่ากระดานเทรดในประเทศไหนมีการบังคับใช้ Travel Rule อย่างเข้มงวด พวกเขาก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ใช้แพลตฟอร์มนั้นตั้งแต่ต้น
เปรียบเทียบได้กับการกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าสหรัฐฯ ที่มีคำถามว่า “คุณเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่” แน่นอนว่าไม่มีใครที่จะติ๊กตอบว่า “ใช่” อยู่แล้ว แต่แม้มาตรการจะไม่ได้ป้องกันได้ทั้งหมด ก็ยังมีประโยชน์ในแง่การคัดกรอง เพราะหากไม่มีมาตรการใดเลย ก็อาจทำให้อาชญากรสามารถเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หากอาชญากรต้องการฟอกเงินจริง ๆ พวกเขาก็มักจะใช้ “บัญชีม้า” อยู่ดีไม่ได้ใช้บัญชีของตัวเองในการเปิดบัญชีหรือทำธุรกรรม ดังนั้น แม้จะมี Travel Rule เมื่อเกิดการติดตามเส้นทางธุรกรรมขึ้นมา บัญชีที่ปรากฏก็อาจยังเป็นบัญชีม้า ไม่ใช่ตัวผู้กระทำผิดจริง
***Travel Rule ช่วยยกระดับมาตรฐาน แต่ระบบโลกยังไม่พร้อม
นายอัฏฐ์ ทองใหญ่ อัศวานันท์ ประธานสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) กล่าวกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า ในเชิงหลักการเห็นด้วยกับการมี Travel Rule เพราะช่วยยกระดับความปลอดภัยและการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล
แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดสำคัญ เนื่องจากโลกคริปโทเคอร์เรนซียังไม่มี “ตัวกลางกลางระบบ” ที่ทำหน้าที่เหมือน Clearing House หรือระบบ Swift ในภาคธนาคาร ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานสากลในการส่งข้อมูลธุรกรรมระหว่างประเทศ
ปัญหาสำคัญคือมาตรฐานข้อมูล (Fields) ของแต่ละประเทศยังไม่ตรงกัน ทำให้การสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้โอนต้นทางและผู้รับปลายทางทำได้ยาก และยังไม่มีระบบใดที่สามารถยืนยันความถูกต้องของข้อมูลข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริงในขณะนี้
อีกประเด็นหนึ่งคือภาระที่อาจเกิดกับผู้ประกอบการและผู้ใช้งาน โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ให้ธุรกรรมมูลค่าเกิน 30,000 บาท ต้องระบุข้อมูลส่วนบุคคลของผู้รับ เช่น ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด และที่อยู่ ซึ่งผู้ให้บริการไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อโอนไปยัง Private Wallet หรือ Exchange ต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เขาเสนอว่าในช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้ ก.ล.ต.อาจพิจารณาแนวทางให้ผู้ใช้งาน “Self-declare” หรือกรอกข้อมูลด้วยตนเองก่อน แทนการบังคับใช้แบบเข้มงวดทันที
***Travel Rule จำเป็น แต่ต้องไม่ทำลายเสน่ห์ของระบบคริปโทเคอร์เรนซี
ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ Binance TH Academy บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด กล่าวกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า โดยหลักการเห็นด้วยกับแนวทางของ FATF ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานป้องกันการฟอกเงิน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของประเทศในระบบการเงินโลก
อย่างไรก็ตาม มองว่าการนำ Travel Rule มาใช้ในไทยต้องพิจารณา “วิธีการปฏิบัติ” อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การกำกับดูแลเข้มงวดจนเกินไป จนกระทบต่อเสน่ห์ของระบบคริปโทเคอร์เรนซีที่มีพื้นฐานจากแนวคิด Decentralization
เขายังแสดงความกังวลต่อความยากในการบังคับใช้ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ใช้งานโอนสินทรัพย์ดิจิทัลไปยัง Self-hosted Wallet หรือกระเป๋าส่วนตัว เช่น MetaMask ซึ่งแทบไม่สามารถตรวจสอบตัวตนเจ้าของได้ หากไม่มีระบบอัตโนมัติรองรับ
หากกำหนดให้ผู้ใช้งานต้องยืนยันตัวตนเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองเป็นเจ้าของกระเป๋าส่วนตัวก่อนโอน อาจเพิ่มขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินไปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งปัจจุบันก็มีเสียงสะท้อนว่ากระบวนการ KYC มีความยุ่งยากอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม หากเป็นการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างศูนย์ซื้อขายในประเทศไทย เช่น จาก Binance TH ไป Bitkub ก็แทบไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีระบบ KYC อยู่แล้ว และสามารถระบุได้ว่ากระเป๋าปลายทางเป็นของใคร
ดร.กร ยังเตือนว่าหากกฎเกณฑ์เข้มงวดเกินไป อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการฟอกเงินจริง เพราะผู้กระทำผิดสามารถใช้ “บัญชีม้า” หรือวิธีอื่นหลีกเลี่ยงได้อยู่ดี ขณะเดียวกันยังอาจผลักดันให้เงินทุนไหลออกไปใช้กระดานเทรดต่างประเทศแทน ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน

Digital Asset News Editor, efinanceThai