
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจเริ่มเห็นคำว่า “Tokenization” บ่อยขึ้น และเกิดคำถามว่า มันคืออะไร? เป็นเพียง narrative ใหม่ของคริปโทหรือเปล่า แต่แท้จริงแล้ว การนำสินทรัพย์จริงมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน กำลังกลายเป็นแนวคิดสำคัญของโลกการเงินยุคใหม่
เดิมทีบล็อกเชนถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังคริปโทเคอร์เรนซี แต่ปัจจุบันสถาบันการเงินระดับโลกเริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อ ‘แปลงสินทรัพย์จริงให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล’ ที่สามารถระดมทุน โอนย้าย และซื้อขายได้สะดวกขึ้น
จากแนวคิดที่เคยอยู่ในช่วงทดลอง วันนี้ Tokenization กำลังถูกมองว่าเป็น กลไกใหม่ของตลาดทุนในอนาคต และเริ่มถูกนำมาใช้งานจริงในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
แนวคิดเรื่อง Tokenization หรือการนำสินทรัพย์จริงมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน ได้เริ่มเปลี่ยนจากการทดลองในโลกคริปโท ไปสู่การใช้งานจริงในระบบการเงินระดับโลกมากขึ้น
โดยในช่วงปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินรายใหญ่ ได้เข้ามาในตลาดนี้มากขึ้นทั้ง Fidelity, BlackRock และ WisdomTree ที่เริ่มออกผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปแบบโทเคนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Real World Assets Tokenization เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม RWA.xyz ระบุว่า มูลค่าของสินทรัพย์จริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน หรือ RWA ล่าสุดเพิ่มขึ้นทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า คิดเป็นการเติบโตเกือบ 400% ภายในปีเดียว
ปัจจุบันมีสินทรัพย์ที่เป็นโทเคน อย่างน้อย 6 ประเภทแล้ว ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ , สินค้าโภคภัณฑ์, Private Credit, กองทุนทางเลือกของสถาบัน, หุ้นกู้บริษัท และ พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ
ในกลุ่มนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด โดยข้อมูลจาก Nexus Data Labs ระบุว่า จำนวนผลิตภัณฑ์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ถูกแปลงเป็นโทเคนเพิ่มขึ้นจาก 35 รายการ เป็นมากกว่า 50 รายการ ภายในช่วงเวลาเพียงหนึ่งปี
อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าตลาดจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่กิจกรรมส่วนใหญ่ยังคงเป็น การออกสินทรัพย์ (Issuance) มากกว่าการซื้อขายอย่างต่อเนื่องในตลาดรอง
ข้อมูลธุรกรรมบนบล็อกเชนพบว่า การโอนสินทรัพย์โทเคนจำนวนมากมักเกิดในธุรกรรมขนาดประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงการจัดสรรสินทรัพย์ของ นักลงทุนสถาบัน มากกว่าการซื้อขายจากรายย่อย
แม้เทคโนโลยีจะมีศักยภาพสูง แต่ในปัจจุบัน สินทรัพย์ RWA จำนวนมากยังไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบ DeFi อย่างเต็มรูปแบบ ตัวอย่างเช่น Stablecoin ที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลังมีมูลค่าราว 8.49 พันล้านดอลลาร์ แต่มีเพียงประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 11.8% เท่านั้นที่ถูกนำไปใช้งานบน DeFi
ส่วนที่เหลืออีกกว่า 88% ยังอยู่นอกระบบ DeFi เนื่องจากสินทรัพย์จริงมักมีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ เช่น การตรวจสอบตัวตน (KYC), การจำกัดการโอนระบบ whitelist ผู้ถือครอง
ด้วยอัตราการเติบโตในปัจจุบัน นักวิเคราะห์บางรายคาดว่า ตลาด Tokenized Assets อาจมีมูลค่าเกิน 4 แสนล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งสะท้อนว่าการนำสินทรัพย์จริงมาอยู่บนบล็อกเชนกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจากแนวคิดเชิงทดลอง ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบการเงินในอนาคต
ในไทย แนวคิดการนำสินทรัพย์จริงมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลก็เริ่มถูกนำมาทดลองใช้งานจริงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผ่านรูปแบบของ Investment Token ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
โดยหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการนำโมเดลนี้มาใช้กับอสังหาริมทรัพย์ คือโครงการ SiriHub Token ซึ่งเปิดตัวในปี 2564 เพื่อระดมทุนจากอาคารสำนักงาน Siri Campus ภายในโครงการ T77 ย่านสุขุมวิท 77
โครงการดังกล่าวสามารถระดมทุนได้ถึง 2,400 ล้านบาท และแบ่งโครงสร้างการลงทุนออกเป็นสองรุ่น ได้แก่ SiriHub A ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 4.5% ต่อปี และ SiriHub B ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 8% ต่อปี โดยสิทธิผลตอบแทนของผู้ลงทุนมาจาก รายได้ค่าเช่าของอาคารสำนักงาน ซึ่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิงของโครงการ
ล่าสุดในเดือนตุลาคม 2568 XSpring Digital ได้ประกาศปิดโครงการ SiriHub Token อย่างสมบูรณ์ หลังครบอายุสัญญา 4 ปี โดยนักลงทุนได้รับ ‘เงินต้นคืนเต็มจำนวน’ พร้อมผลตอบแทนที่จ่ายครบทุกงวด
ความสำเร็จของโครงการ SiriHub Token ถูกมองว่า เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการนำโมเดล Real Estate-backed Token มาใช้ในไทย และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับการลงทุนในรูปแบบโทเคนที่อ้างอิงกับสินทรัพย์จริง
จากผลตอบรับของโครงการนำร่องดังกล่าว XSpring Digital ยังเตรียมเดินหน้าต่อยอดด้วยโครงการ SiriHub2 Token ซึ่งยังคงใช้รายได้จากค่าเช่าอาคาร Siri Campus เป็นสินทรัพย์อ้างอิง ด้วย เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนได้มากขึ้น
นอกจากนี้ การทดลองใช้ Tokenization ในไทยยังขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ภาคบันเทิง ผ่านโครงการ DESTINY TOKEN ซึ่งเปิดตัวในปี 2565 เพื่อระดมทุนให้กับภาพยนตร์ บุพเพสันนิวาส 2 โดยมี Kubix ในเครือธนาคารกสิกรไทย ทำหน้าที่เป็น ICO Portal
ขณะเดียวกัน แนวคิด Tokenization ยังได้ขยายไปสู่สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) เช่น โครงการ NOBLX ที่พัฒนาโดย Token X ในเครือ SCBX ซึ่งนำไวน์หรูจากยุโรปมาใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงในการออกโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน
โดย NOBLX เป็นการเสนอขายต่อบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) และเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทจาก ไทย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ภายใต้กรอบ Project Guardian ของ Monetary Authority of Singapore (MAS)
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาด Tokenization ในไทยจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การทดลองใช้งานได้เริ่มกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ อสังหาริมทรัพย์ บันเทิง ไปจนถึงสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งกำลังค่อย ๆ วางรากฐานของการระดมทุนรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชน
ความเคลื่อนไหวของโครงการตัวอย่างที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ จะเกิดขึ้นได้ยาก หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต.
สำนักงาน ก.ล.ต. ก็ได้เดินหน้าผลักดันแนวคิด Tokenization อย่างจริงจัง ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ก.ล.ต. ได้ประกาศจัดตั้ง ศูนย์ Digital Securities Ecosystem (DSE) เพื่อพัฒนาระบบนิเวศหลักทรัพย์ดิจิทัล และผลักดันการนำเทคโนโลยีมาใช้ในตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ศูนย์ DSE มีเป้าหมายในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็น Tokenization ของหลักทรัพย์ การทำ Digitization ของสินทรัพย์ทางการเงิน รวมถึงการทดสอบนวัตกรรมใหม่ ๆ ผ่าน Regulatory Sandbox เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้งานได้จริง
ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้เปิด Securities Tokenization Regulatory Sandbox เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจที่สนใจสามารถทดลองนำเทคโนโลยี DLT หรือ Blockchain มาใช้แปลงหลักทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้
, หุ้นกู้ และหน่วยลงทุนในกองทุนรวมให้กลายเป็นโทเคนดิจิทัลได้
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อรองรับ “Tokenized Fund” หรือกองทุนรวมที่ออกหน่วยลงทุนในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่สำหรับบริษัทจัดการกองทุนและนักลงทุนในตลาดทุนไทย
จากข้อมูลในรายงานภาวะตลาดทุนล่าสุดของ ก.ล.ต. ยังพบว่า การระดมทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยยังมีโครงการใหม่อยู่ในขั้นตอนพัฒนา โดยมี 1 บริษัทที่ได้รับอนุญาตและพร้อมเสนอขายโทเคนดิจิทัล และอีก 5 บริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการ Pre-consult รวมมูลค่าโครงการประมาณ 8,005 ล้านบาท
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเริ่มสร้าง โครงสร้างพื้นฐานของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เชื่อมโยงกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการพัฒนาตลาดทุนไทยในยุคดิจิทัล
หากมองภาพรวมของแนวโน้มที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าโลกการเงินกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ Tokenization ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ในวันนี้ตลาดจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การนำสินทรัพย์จริงมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลก็เริ่มถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในหลายประเทศ ทั้งในระดับสถาบันการเงินและตลาดทุน
ในประเทศไทยเอง ก็เริ่มเห็นตัวอย่างของการใช้งานจริงในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ ภาคบันเทิง ไปจนถึงสินทรัพย์ทางเลือก ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลก็เริ่มวางโครงสร้างพื้นฐานและกฎเกณฑ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้
แนวโน้มของ Tokenization ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว เพราะหัวใจของแนวคิดนี้คือการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้มาอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดการเงิน แต่ยังเป็นการเชื่อมโลกการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับโลกดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วอีกด้วย
หากเทคโนโลยีและกฎเกณฑ์สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนอาจเปิดทางให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึง สินทรัพย์หลากหลายประเภท ได้มากขึ้นในอนาคต ตั้งแต่ตราสารทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสินทรัพย์ทางเลือกที่เดิมอาจเข้าถึงได้ยาก ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาตลาดทุนในยุคดิจิทัล
อ้างอิง : efinancethai efinancethai efinancethai efinancethai efinancethai efinancethai efinancethai efinancethai efinancethai

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย