
โลกการเงินต้องจารึกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเสนอชื่อ Kevin Warsh (เควิน วอร์ช) เป็นว่าที่ประธานเฟดคนต่อไปสืบทอดต่อจาก Jerome Powell ที่จะครบวาระในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้
ทันที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป นักลงทุนที่กำลังรื่นเริงในงานปาร์ตี้ทองคำก็ต้องสะดุดลง เมื่อราคาทองดิ่งลงหนักที่สุดในรอบ 4 ทศวรรษ! เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และ Bitcoin ปรับตัวลงเล็กน้อย
ทำไมตลาดถึงตอบรับเช่นนี้? และชายผู้ถูกเรียกว่า “สะพานเชื่อมสู่ Wall Street” คนนี้ จะนำพาพอร์ตการลงทุนของชาวคริปโทไปในทิศทางใดกันแน่
Kevin Warsh เป็นทนายความและอดีตนายธนาคารเพื่อการลงทุนจาก Morgan Stanley และเขาไม่ใช่มือใหม่ในวงการธนาคารกลาง หากแต่เคย ‘สร้างตำนาน’ เป็นผู้ว่าการ Fed ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยวัยเพียง 35 ปี โดยทำงานกู้วิกฤตปี 2008 เคียงบ่าเคียงไหล่กับ Ben Bernanke
Warsh มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับภาคธุรกิจ เขาเป็นบอร์ดบริหารของ UPS และบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง Coupang รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับ Stanley Druckenmiller พ่อมดการเงินระดับตำนาน
บทบาทสำคัญของเขาคือการเป็น “สะพานเชื่อมไปยัง Wall Street” เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับภาคธุรกิจและการเงิน และเคยเป็นตัวแทนของ Fed ในกลุ่มประเทศ G20
นอกจากนี้ เขายังเป็นเขยของตระกูล Lauder เจ้าของอาณาจักรเครื่องสำอาง Estée Lauder อีกด้วย
ในอดีต Warsh เป็นที่รู้จักในฐานะ “สายเหยี่ยว” (Hawk) ตัวยงผู้ที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อและและไม่ชอบการพิมพ์เงิน (QE) อย่างมาก ซึ่งโดยปกติแล้ว “เหยี่ยว” มักจะเป็นศัตรูกับสินทรัพย์เสี่ยงเพราะชอบขึ้นดอกเบี้ย แต่ทำไมทรัมป์ที่ต้องการดอกเบี้ยต่ำถึงเลือกเขา?
เขาเชื่อว่าเทคโนโลยีจะช่วยกดดันให้ราคาสินค้าลดลง และคุมเงินเฟ้อได้เองตามธรรมชาติ ทำให้ Fed “สามารถลดดอกเบี้ยได้” โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อเหมือนในอดีต นี่คือเหตุผลที่เขากลายเป็นคนที่ทรัมป์เลือก เพราะเขามีเหตุผลทางทฤษฎีมารองรับความต้องการลดดอกเบี้ยของฝ่ายการเมือง
แม้แนวโน้มดอกเบี้ยขาลงจะเป็นข่าวดี แต่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับตลาดคริปโทฯ คือแผนการปฏิรูป Fed ของเขาที่เรียกว่า “Regime Change” หรือการเปลี่ยนระบอบการจัดการงบดุล
-ลดขนาดงบดุล (QT) : Warsh วิจารณ์ว่า Fed มีขนาด “บวมฉุ” เกินไปจากการทำ QE (พิมพ์เงินซื้อพันธบัตร) มายาวนาน เขาต้องการลดขนาดงบดุลลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิม
-ผลกระทบต่อสภาพคล่อง: การลดงบดุลเปรียบเสมือนการ “ดูดน้ำออกจากบ่อปลา” แม้ดอกเบี้ยจะต่ำ (น้ำเย็นสบาย) แต่น้ำก็น้อยลง ซึ่งอาจทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นเทคฯ และคริปโทฯ ผันผวนหนัก หรือเกิดภาวะ ราคาเหวี่ยงแรงไปมาในระยะสั้น
-เลิกอุ้มตลาด: เขาต้องการให้ Fed เลิกซื้อตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยง (MBS) และกลับไปถือแค่พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ซึ่งแปลว่าเอกชนต้องช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น Fed จะไม่เป็นตาข่ายรองรับความเสี่ยงให้ตลาดง่ายๆ เหมือนก่อน
ปฏิกิริยาของตลาดในวันแรกที่ประกาศชื่อ Warsh คือ Bitcoin ร่วงลงเล็กน้อย (-0.7%) ในขณะที่ทองคำดิ่งหนักเกือบ 10%
-ข่าวร้ายระยะสั้น คือความกังวลเรื่องการดูดสภาพคล่องกลับ (Liquidity Drain) อาจกดดันราคา Bitcoin ในช่วงแรกที่เขารับตำแหน่ง
-ข่าวดีระยะยาว คือ Warsh สนับสนุนการลดกฎเกณฑ์ที่ยุ่งยาก และเข้าใจโลกการเงินสมัยใหม่ เขาอาจเข้ามาจัดการเรื่อง Stablecoin ให้มีความชัดเจน เพื่อเชื่อมต่อโลก DeFi เข้ากับโลกการเงินยุคเก่า (TradFi)
-เขามองว่า Bitcoin มีสถานะเป็น “Store of Value” เหมือนทองคำ มากกว่าที่จะเป็นสกุลเงินอาจนำไปสู่การยอมรับในระดับสถาบันมากขึ้น
-ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นรับข่าว Warsh อาจกดดันราคาคริปโทในระยะสั้น แต่หากเศรษฐกิจเติบโตจริงจาก AI Productivity เงินทุนจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์นวัตกรรม
ปี 2026 ภายใต้การนำของ Warsh จะไม่หมูเหมือนตอนพิมพ์เงินแจกอีกต่อไป มันจะเป็นปีที่ต้องใช้ฝีมือและการจับจังหวะของนักลงทุน สิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณานับจากนี้
1. จับตาดู “สภาพคล่อง” มากกว่า “ดอกเบี้ย” โดยให้จับตาดูข่าวเรื่องการลดงบดุลของ Fed ภายใต้การนำของ Warsh หากเขาลดงบดุลเร็วเกินไป ตลาดคริปโทฯ อาจจะย่อตัวแรงแม้ดอกเบี้ยจะลดลง
2.เตรียมรับมือความผันผวนช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนพฤษภาคมอาจเกิดขึ้นสูง โดยเฉพาะถ้ามีการงัดข้อกันระหว่าง Warsh และ Powell ที่อาจยังนั่งอยู่ในบอร์ดต่อไปจนถึงปี 2028 อาจทำให้ทิศทางนโยบายไม่ชัดเจน และตลาดเกลียดความไม่แน่นอน การมีกระสุนสำรองไว้ในช่วงเวลานั้นคือความได้เปรียบ
3.เดิมพันกับความชัดเจนของกฎหมาย Warsh สนับสนุนกฎระเบียบที่ชัดเจน เหรียญที่มีพื้นฐานดี มีการใช้งานจริง และปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น Stablecoins หรือเหรียญในกลุ่ม Infrastructure มีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าเหรียญมีมที่ไร้พื้นฐาน เพราะสถาบันการเงินจะกล้าเข้ามาลงทุนเมื่อกติกาชัดเจน
4.หาก Warsh เชื่อว่า AI จะกู้โลกเศรษฐกิจ เหรียญคริปโทฯ ที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือ DePIN (Decentralized Physical Infrastructure Networks) อาจได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่ไหลไปทางเดียวกับวิสัยทัศน์ของเขา
Kevin Warsh คือตัวแทนของ “ยาแรง” ทางเศรษฐกิจ เขามาพร้อมกับภารกิจที่ขัดแย้งกันในตัว คือการ “ลดดอกเบี้ย” (เอาใจตลาด) พร้อมกับ “ดูดเงินออก” (รักษาวินัยการเงิน) ชาวคริปโทฯ จึงต้องติดตามข่าวสารนโยบายของเฟดอย่างใกล้ชิด
References : mufgresearch.com swissinfo.ch Theguardian News.darden atlanticcouncil.org Apnews Truthsocial

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย