
รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ “ชัตดาวน์” อีกครั้ง เป็นครั้งที่สองในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังเพิ่งกลับมาเปิดทำการเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา เพียงไม่ถึง 3 เดือน รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ก็ต้องกลับมาเผชิญกับภาวะชัตดาวน์อีกครั้ง หลังไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณได้ทัน
ภาวะชัตดาวน์ครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่สภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณฉบับใหม่ได้ทันเวลา ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางบางส่วนต้องหยุดการดำเนินงานชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ชัตดาวน์ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนตรงที่เป็นเพียง “การชัตดาวน์บางส่วน” เท่านั้น โดยงบประมาณของหน่วยงานหลักหลายแห่ง เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการคลัง ได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภาแล้ว แต่ยังต้องรอการลงมติจากสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง
ส่วนที่ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรคือ งบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่กำลังเป็นประเด็นที่ทำให้นำมาสู่การชัตดาวน์ครั้งนี้
ภาวะชัตดาวน์ในรอบล่าสุดมีจุดเริ่มต้นจากความขัดแย้งในสภาคองเกรสเกี่ยวกับ งบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์ ที่ถูกจับตามองและตั้งคำถามจากทั้งฝ่ายค้านและภาคประชาชน
โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงต่อปฏิบัติการ Operation Metro Surge ซึ่งเป็นแคมเปญปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายในเมือง Minneapolis หลังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่จาก ICE และ CBP มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุยิงประชาชนชาวอเมริกันเสียชีวิตถึง 2 ราย
เหตุการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดกระตุ้นให้พรรคเดโมแครตเดินหน้ากดดันให้มีการปฏิรูปแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอย่างจริงจัง
พรรคเดโมแครตจึงยื่นข้อเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูป” แนวทางการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เช่น การบังคับให้เจ้าหน้าที่สวม กล้องบอดี้แคม ตลอดเวลา, ห้ามสวม หน้ากากปิดบังใบหน้า ระหว่างปฏิบัติงาน, การใช้ หมายค้นจากศาลแทนคำสั่งผู้บริหาร
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายรีพับลิกัน โดยเฉพาะกลุ่มสายแข็งใน House Freedom Caucus กลับผลักดันข้อเรียกร้องของตนเอง เช่น การแนบร่างกฎหมาย SAVE Act ซึ่งจะบังคับให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงหลักฐานความเป็นพลเมืองก่อนลงคะแนนเสียง
ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายนี้ทำให้การพิจารณางบประมาณของ DHS กลายเป็นประเด็น “การเมือง” มากกว่าการบริหารงบประมาณตามปกติ และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรยังไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายได้ทันเส้นตาย นำไปสู่การชัตดาวน์บางส่วนในที่สุด
แม้การชัตดาวน์ในครั้งนี้จะเป็นเพียงบางส่วน แต่ผลกระทบก็เริ่มแสดงออกในหลายมิติ โดยเฉพาะในด้านการให้บริการของภาครัฐ หน่วยงานที่ไม่ได้รับงบประมาณอย่างเต็มที่ต้องระงับการดำเนินงานบางส่วน
ขณะที่พนักงานจำนวนมากถูกสั่งให้พักงานชั่วคราว (furlough) หรือยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับค่าจ้าง เช่น เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ พนักงาน FAA และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ
นอกจากนี้ การชัตดาวน์ยังส่งผลกระทบต่อหน่วยงานด้านข้อมูลเศรษฐกิจ เช่น สำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) ที่อาจต้องเลื่อนการเผยแพร่รายงานการจ้างงานประจำเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจของธนาคารกลาง
ขณะเดียวกัน สำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ก็ต้องจำกัดการทำงานลง ส่งผลให้การพิจารณาเรื่องสำคัญในตลาดการเงิน รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น ETF และคริปโท อาจล่าช้าออกไป ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุน
การชัตดาวน์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2025 และยืดเยื้อนานถึง 43 วัน ซึ่งเป็นการชัตดาวน์ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งต่อแรงงานภาครัฐ รวมถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชน
ครั้งนี้แม้จะเป็น การชัตดาวน์บางส่วน และหลายฝ่ายคาดว่าอาจยุติได้ภายในไม่กี่วัน แต่การเกิดซ้ำในเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือนนับจากครั้งก่อน ย่อมสะท้อนถึงความเปราะบางของกลไกการเมืองสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ซึ่งยังคงเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายค้านและภายในพรรครีพับลิกันเอง
ภาวะชัตดาวน์ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคม เป็นช่วงที่ตลาดคริปโทกำลังพยายามฟื้นตัวจากการปรับฐานรอบก่อนหน้า แต่ภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐฯ ก็ได้สร้างแรงกดดันซ้ำเติมต่อบรรยากาศของนักลงทุน โดยเฉพาะในแง่ของความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายของภาครัฐ
แม้ภาวะชัตดาวน์จะไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคริปโทโดยตรงในเชิงพื้นฐาน แต่ในเชิงจิตวิทยากลับกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยง ถือเงินสดมากขึ้น ในช่วงที่ข่าวสารทางการเมืองยังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
อีกหนึ่งผลกระทบคือ หนึ่งในร่างกฎหมายสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะชัตดาวน์ในครั้งนี้คือ Clarity for Payment Stablecoins Act หรือที่รู้จักกันในชื่อ CLARITY Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อวางโครงสร้างตลาดคริปโทให้มีความชัดเจนในสหรัฐฯ
คณะกรรมาธิการเกษตรของวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติผ่านร่าง CLARITY Act แล้ว ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ด้วยคะแนน 12 ต่อ 11 เสียง ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าสำคัญของกฎหมาย แม้จะยังไม่มีการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครตในรอบนี้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของร่างกฎหมายยังอีกยาวไกลก่อนจะถึงมือของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยขั้นต่อไปคือการพิจารณาโดย คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภา (Senate Banking Committee)
โดยการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาคาดว่า จะมีการถกเถียงอย่างเข้มข้นกว่าเดิม เนื่องจากยังมีหลายประเด็นที่อ่อนไหว เช่น เรื่องผลตอบแทนจาก Stablecoin, การควบคุมสภาพคล่อง และจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่ลงทุนในคริปโท
แม้ล่าสุด ทำเนียบขาวจะพยายามหาทางออก โดยจัดประชุมร่วมกับภาคธุรกิจคริปโท และกลุ่มธนาคาร เพื่อหาจุดร่วมในการขับเคลื่อน CLARITY Act ให้เดินหน้าต่อไปได้ภายในปีนี้
แต่กระบวนการทางกฎหมายก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคจาก “ภาวะชัตดาวน์” ที่ทำให้หลายคณะกรรมาธิการไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ
กระบวนการพิจารณา CLARITY Act ยังมีความเสี่ยงที่จะถูก “เลื่อน” ออกจากวาระหลักของรัฐสภาในช่วงนี้ เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติต้องเร่งจัดทำและลงมติร่างงบประมาณฉบับใหม่ เพื่อเปิดหน่วยงานของรัฐให้กลับมาทำงานตามปกติโดยเร็วที่สุด โดยกฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงบประมาณจึงอาจถูกเลื่อนลำดับความสำคัญออกไปชั่วคราว
การชัตดาวน์ในครั้งนี้ ส่งผลให้การประชุมในรัฐสภา การรับฟังความเห็น และการบรรจุร่างกฎหมายเข้าสู่วาระการพิจารณาอาจถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งอาจทำให้ CLARITY Act ต้องล่าช้าออกไปอีกครั้ง แม้จะมีแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วนก็ตาม
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งในระบบการเมืองและตลาดการเงิน นักลงทุนคริปโทจึงต้องจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ราคา แต่รวมถึงทิศทางกฎหมายที่จะกำหนดอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ ด้วย
อ้างอิง : reuters bbc abcnews efin.finance efin.finance

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย