
“การศึกษานั้นมิได้มีความหมายว่า สามารถทำให้ใจมีความสะอาดสว่างและสงบ เมื่อใช้การศึกษาผิด แม้จะมีการศึกษามากเพียงไร ก็มีแต่จะยิ่งทำใจให้สกปรกมืดมัวและเร่าร้อนมากขึ้นเพียงนั้น”
คำของท่านพุทธทาส ซึ่งกล่าวไว้เมื่อ 75 ปีก่อนในธรรมบรรยายอบรมข้าราชการ 20 กันยายน พ.ศ. 2494 จวบจนวันนี้มันก็ยังคง “ร่วมสมัย”
เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เรายังเห็นข่าวทุจริต คอร์รัปชัน ปั่นหุ้น ฟอกเงิน หลอกลวงนักลงทุน วนกลับมาให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
อย่างกรณีล่าสุด เรื่องอื้อฉาวสะเทือนวงการคริปโทฯ! หลังสื่อนอก scamurai.io ตีข่าวเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ผู้บริหารกองทุน Web3 มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ นายกัมปนาท วิมลโนท ถูกกล่าวหาว่าใช้ “ดีลโทเคนปลอม” หลอกเงินนักลงทุนหลายล้านดอลลาร์ ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
สำหรับนายกัมปนาท วิมลโนท นั้น เคยดำรงตำแหน่ง Managing Director กสิกร เอกซ์ เวนเจอร์ แคปีทัล (KXVC) ภายใต้ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งบนเว็บไซต์ของ KXVC ระบุว่าเขาได้สิ้นสุดสถานะการเป็นพนักงานของบริษัทแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025
นอกจากนี้ KXVC ยังมีการออกคำเตือนหน้าเว็บไซต์ ให้ระวังบุคคลแอบอ้าง หลังได้รับข้อมูลว่ามีบุคคลแอบอ้างถึง KXVC และเรียกระดมเงินลงทุนโดยให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของตน ย้ำบริษัทไม่เคยระดมทุนจากแหล่งเงินภายนอก
สมาคม Thai Venture Capital Association (TVCA) วานนี้ก็รีบร้อนประกาศบนเฟซบุ๊กว่า ได้รับทราบประเด็นที่เป็นข่าว และได้มีการประชุมหารือและมีการสื่อสารไปยังสมาชิก ย้ำเรื่องธรรมภิบาลและมาตรฐานอุตสาหกรรม
แม้บทสรุปในทางกฎหมายยังไม่เกิดขึ้น แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้วกับผู้ลงทุน รายงานระบุว่ามีผู้เสียหายอย่างน้อย 24 คนมูลค่าความเสียหายต่อคนตั้งแต่เกือบ 20,000 ดอลลาร์ ไปจนถึงมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์
น่าสังเกตว่ารอบนี้ล้วนเป็นคนในวงการคริปโตและระดับมีอันจะกินทั้งนั้น หลายคน ‘ปล่อยจอย’ กับเงินที่สูญเสียไป หลายคนเจ็บแค้นเดินหน้าเอาเรื่อง เรียกได้ว่ากรณีนี้เป็นเรื่องที่กระฉ่อนไปทั้งวงการเว็บ 2 เว็บ 3 และกองทุนร่วมลงทุนหรือ VC หลังจากกรณีความเสียหายจากคดีดังอย่าง Zipmex ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนยังฝังแผลเป็นให้วงการคริปโตไม่จางหาย
นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้นกับระดับผู้บริหาร หรือเหล่าผู้มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี และเรียนจบสูงเมืองนอกเมืองนา แต่น่าเสียดายเหลือเกินว่า “การศึกษาสูงนั้นไม่ได้ช่วยอะไร” ตราบใดที่ความโลภมันบังหน้า และค่อย ๆ กัดกินไปในทุกวงการ
คนกลุ่มนี้มักเป็นผู้มีการศึกษาสูง มีตำแหน่งหน้าที่ดีเป็นผู้บริหารระดับสูง จึงไม่แปลกที่ความเสียหายคดีหนึ่งๆ ของกลุ่ม White-collar อาจกระทบเป็นพันหรือเป็นหมื่นล้าน ในขณะที่อาชญากรรมระดับล่างแม้ผิดเหมือนกัน แต่ขนาดของความเสียหายมักเทียบกันไม่ได้
ประเด็นที่เกิดขึ้น รวมทั้งหลายกรณีที่ผ่านมา ชวนให้ตระหนักถึงประเด็น “White-collar crime” หรือ อาชญากรรมคอปกขาว บางครั้งเรียกว่า “อาชญากรในคราบผู้ดี” อาชญากรรมประเภทนี้มักไม่ใช้ความรุนแรง แต่ใช้ความรู้ สถานะ และช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อแสวงหาผลประโยชน์
ผู้ที่เสนอคำนี้เป็นครั้งแรก คือนักอาชญาวิทยา Edwin H. Sutherland เขากล่าวถึงแนวคิดนี้ในสุนทรพจน์ตอนที่ดำรงตำแหน่ง ประธานสมาคมสังคมวิทยาอเมริกัน เมื่อปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) หรือราว 87 ปีก่อน
เขานิยามอาชญากรรมคอปกขาวว่า “อาชญากรรมที่กระทำโดยบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและมีสถานะทางสังคมสูง ระหว่างการประกอบอาชีพของตน”แนวคิดนี้ ถือเป็นความท้าทายต่อทฤษฎีอาชญาวิทยาแบบดั้งเดิมในยุคนั้น ซึ่งมักอธิบายว่าอาชญากรรมเกิดจากความยากจน ความด้อยโอกาส หรือสภาพแวดล้อมทางสังคมของผู้มีสถานะต่ำ
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนระดับล่างมีศีลธรรมมากกว่าแต่เพราะพวกเขา “ไม่มีช่องทาง” และ “ไม่มีอำนาจ” เข้าถึงแหล่งเงินขนาดใหญ่แบบเดียวกับผู้ที่มีสถานะทางสังคมสูง
อีกบทความหนึ่งของ Deicy Pareja เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ได้ยกกรณีของ Hernán Arbizu อดีตรองประธาน JP Morgan Chase เขาใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าถึงข้อมูลลับของลูกค้า โอนเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต และช่วยกลุ่มทุนใหญ่ฟอกเงินผ่านแหล่งหลบเลี่ยงภาษี
กรณีนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า“ความรู้” และ “ตำแหน่ง” ไม่ได้ทำให้คนมีศีลธรรมโดยอัตโนมัติ
ในตอนท้าย บทความของเธอเสนอว่า องค์กรควรรับมือด้วยระบบป้องกันการฟอกเงิน (AML) การประเมินความเสี่ยง การควบคุมภายใน และเทคโนโลยีตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย แต่นั่นคือการแก้ที่ “ระบบ”
ที่น่าคิดลึกไปกว่านั้นคือ เรากำลังพยายามสร้างระบบตรวจจับที่ดีขึ้น หรือเรากำลังละเลยการสร้าง “มนุษย์ที่ดีขึ้น”
การศึกษาอาจทำให้เราเก่งขึ้นแต่ไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นโดยอัตโนมัติ และบางครั้ง “ยิ่งเก่ง แต่ใจไม่สะอาด” ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมากกว่าคนธรรมดาหลายเท่า ตราบใดที่ “ความไม่รู้จักพอ” ยังคงสูบแก่นของจริยธรรมในใจ
คำถามสำคัญของโลกในวันนี้อาจไม่ใช่ว่า “เราเรียนสูงแค่ไหน” แต่คือ…“เรากำลังใช้ความรู้นั้น เพื่อสร้างโลกแบบใด?”
หรือเรากำลังสร้างโลกแบบ“โกยก่อน กูรอดก่อน” แบบนั้น…หรือเปล่า

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย