
ทำเนียบขาวจัดประชุมลับรอบที่สามกับอุตสาหกรรมคริปโทและธนาคาร เพื่อหาข้อสรุปเรื่อง “ผลตอบแทนสเตเบิลคอยน์” ซึ่งยังเป็นจุดขัดแย้งหลัก และอาจชี้ชะตากฎหมายคริปโทฉบับใหญ่ของสหรัฐฯ
วานนี้ (19 ก.พ.) ทำเนียบขาวจัดประชุมลับรอบที่สาม ระหว่างตัวแทนอุตสาหกรรมคริปโทและกลุ่มธนาคาร ขณะที่การเจรจาเรื่อง “ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์” (stablecoin yield) ยังคงเป็นประเด็นชี้ชะตาร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทฉบับใหญ่ของสหรัฐฯ
Ji Hun Kim ซีอีโอของ Crypto Council for Innovation ระบุว่า การประชุมที่กินเวลาหลายชั่วโมงตั้งแต่เวลา 9.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ เป็นไปอย่าง “สร้างสรรค์” และเป็นการต่อยอดจากการหารือก่อนหน้า เพื่อวางกรอบที่ทั้งคุ้มครองผู้บริโภคอเมริกันและเสริมความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ
ด้าน Paul Grewal ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ Coinbase ก็ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างร่วมมือกัน และยังมีความคืบหน้าเพิ่มเติมตามมาอีก
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า ทำเนียบขาวดูเหมือนต้องการให้ทุกฝ่ายอยู่เจรจากัน “จนกว่าจะได้ข้อตกลง” แต่ท้ายที่สุดยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้
อีกแหล่งข่าวก็เผยว่า ทำเนียบขาวเสนอหลักการที่เปิดทางให้บริษัท เช่น Coinbase สามารถจ่ายผลตอบแทนจากกิจกรรมบางประเภท รวมถึงยอดคงเหลือได้ แต่ยังไม่มีข้อยุติ และการประชุมรอบต่อไปขึ้นอยู่กับฝั่งธนาคาร
ประเด็น “yield” กลายเป็นจุดขัดแย้งหลัก โดยฝั่งธนาคารกังวลว่าการอนุญาตให้จ่ายผลตอบแทนจะดึงเงินฝากออกจากระบบธนาคารดั้งเดิม และกระทบธนาคารชุมชน ขณะที่บริษัทคริปโทมองว่าการจำกัดผลตอบแทนจะบั่นทอนนวัตกรรม
ขณะที่ร่างแก้ไขล่าสุดของคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภา เสนอให้กระดานเทรดสามารถจ่าย yield ได้ หากลูกค้าดำเนินการบางอย่าง เช่น การขายสเตเบิลคอยน์ แต่จะไม่ได้ผลตอบแทนหากฝากเหรียญไว้เฉย ๆ
แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารได้เสนอแนวทาง “ห้ามอย่างเด็ดขาด” ไม่ให้มีการให้ผลตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากการถือหรือใช้สเตเบิลคอยน์ พร้อมมาตรการป้องกันการเลี่ยงกฎอย่างรัดกุม
ในขณะที่ฝั่งคริปโทคัดค้านแนวทางดังกล่าว โดย Digital Chamber เสนอกรอบทางเลือกที่ใกล้เคียงกับร่างของวุฒิสภา และเสนอให้มีการศึกษาผลกระทบต่อเงินฝากธนาคารภายในสองปีหลังบังคับใช้กฎหมาย
ทั้งนี้ การเจรจายังดำเนินต่อไป และอนาคตของกฎหมายคริปโทสหรัฐฯ อาจขึ้นอยู่กับข้อสรุปเรื่อง “ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์”
ที่มา : theblock

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย