
Ray Dalio ชี้ว่า “ระเบียบโลกหลังปี 1945” ได้สิ้นสุดลงแล้ว และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันของมหาอำนาจ ซึ่งสะท้อนวัฏจักรเดิมในประวัติศาสตร์ที่มหาอำนาจมีช่วงขึ้นและลงเสมอ
วานนี้ (15 ก.พ.) Ray Dalio มหาเศรษฐี นักลงทุนชื่อดังและผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ร่ายยาว ถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
โดย Dalio ระบุว่า “ระเบียบโลกหลังปี 1945 ได้พังทลายลงแล้ว” และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันของมหาอำนาจ
ทั้งนี้ Dalio ได้เกริ่นถึงการที่ผู้นำระดับโลกในหลายประเทศได้กล่าวไปในทิษทางเดียวกันว่า “ระบบความมั่นคงโลกแบบเดิมกำลังสิ้นสุดลง”
ในการประชุม Munich Security Conference ล่าสุด ผู้นำระดับสูงหลายประเทศแสดงจุดยืนไปในทิศทางเดียวกันว่า “ระเบียบโลกหลังปี 1945” ซึ่งเป็นฐานของความร่วมมือและความมั่นคงระหว่างประเทศตลอดหลายทศวรรษ ได้พังทลายลงแล้ว โดยภาพรวมของวิกฤตดังกล่าวสะท้อนผ่านรายงาน Security Report 2026 ที่ชื่อว่า “Under Destruction”
นายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz กล่าวว่า “ระเบียบโลกที่ยืนมาเป็นเวลาหลายทศวรรษไม่มีอยู่อีกต่อไป” พร้อมระบุว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วง “การเมืองของมหาอำนาจ” ซึ่งทำให้ “เสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้อีกต่อไป” ในยุคใหม่ที่ความเสี่ยงทางความมั่นคงกลับมาเป็นประเด็นหลัก
ด้านประธานาธิบดีฝรั่งเศส Emmanuel Macron ก็เห็นด้วย โดยชี้ว่า โครงสร้างความมั่นคงเดิมของยุโรปที่ผูกกับระเบียบโลกเก่ากำลังหมดสภาพ พร้อมส่งสัญญาณว่า “ยุโรปต้องเตรียมพร้อมรับสงคราม”
ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ Marco Rubio ระบุว่า โลกกำลังเข้าสู่ “ยุคภูมิรัฐศาสตร์ใหม่” เพราะ “โลกเก่าได้จากไปแล้ว”
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับระบบที่ปกครองพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ มีรูปแบบที่คล้ายกันมาก และจริง ๆ แล้วทั้งสองเรื่องก็แยกจากกันไม่ได้
ในอดีต โลกยังไม่มีเส้นแบ่งพรมแดนที่ชัดเจนเหมือนทุกวันนี้ จึงแทบไม่มีความแตกต่างระหว่าง “ปัญหาภายในประเทศ” กับ “ปัญหาระหว่างประเทศ” อย่างที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ วัฏจักร 6 ระยะของการสลับกันไปมาระหว่างช่วงที่มี “ระเบียบ” กับช่วงที่เกิด “ความวุ่นวาย” ซึ่งใช้กับการเมืองภายในประเทศ ก็สามารถนำมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม มีข้อแตกต่างสำคัญหนึ่งอย่าง นั่นคือ “เวทีโลกไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกฎหมายอย่างแท้จริง แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยอำนาจ”
ระบบการปกครองที่มีเสถียรภาพจำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ ได้แก่
องค์ประกอบเหล่านี้มีอยู่ภายในแต่ละประเทศ แต่ในระดับระหว่างประเทศ กลับไม่มีโครงสร้างใดที่มีอำนาจสูงสุดพอจะบังคับใช้กฎเหล่านี้กับมหาอำนาจได้อย่างแท้จริง
แม้จะมีความพยายามสร้างระเบียบโลกที่ยึดโยงกับกฎหมาย เช่น การก่อตั้งสันนิบาตชาติ (LoN) ในอดีต หรือสหประชาชาติ (UN) แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรเหล่านี้ไม่เคยมี “อำนาจเหนือประเทศมหาอำนาจ” ได้เลย
เมื่อประเทศหนึ่งมีทั้งความมั่งคั่ง กำลังทหาร และอิทธิพล มากกว่ากลุ่มประเทศอื่นรวมกัน ประเทศนั้นย่อมมีบทบาทกำหนดทิศทางของโลก ตัวอย่างเช่น หากสหรัฐฯ หรือจีน ซึ่งมีมีอำนาจมากกว่า UN การตัดสินใจสำคัญของโลกก็จะขึ้นอยู่กับประเทศเหล่านั้น ไม่ใช่องค์กรระหว่างประเทศ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว กฎที่แท้จริงมักไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย แต่คือ “ดุลอำนาจ” และในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความมั่งคั่งหรืออำนาจแทบไม่เคยถูกยกให้กันง่าย ๆ โดยไม่มีแรงกดดันหรือการต่อสู้
เมื่อพูดถึง “สงคราม” หลายคนมักนึกถึงภาพรถถัง เครื่องบินรบ และเสียงปืน แต่ในความเป็นจริง ความขัดแย้งระหว่างประเทศมีหลายรูปแบบ และส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจากการยิงกันทันที
โดยทั่วไป สงครามระหว่างประเทศสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 รูปแบบหลัก ซึ่งมักเกิดขึ้นพร้อมกันได้เช่นกัน
ในโลกยุคใหม่ ความขัดแย้งมักไม่ได้เกิดเพียงรูปแบบเดียว แต่ผสมผสานกันหลายด้านพร้อมกัน เช่น สงครามไซเบอร์อาจกระทบทั้งระบบการเงิน โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงทางทหารในเวลาเดียวกัน
โดยทั่วไป ความตึงเครียดมักเริ่มจากการแข่งขันทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี ก่อนขยายไปสู่แรงกดดันทางการเมือง และหากทั้งสองฝ่ายไม่ยอมถอย ก็มีโอกาสลุกลามเป็นสงครามทหาร เมื่อถึงจุดนั้น เครื่องมือทุกด้านจะถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นการเงิน พลังงาน อาหาร หรือข้อมูลข่าวสาร
ในภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์ โลกมักหมุนเวียนเป็นวัฏจักร ระหว่างช่วงที่มีเสถียรภาพและความรุ่งเรือง กับช่วงที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความขัดแย้ง
ช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตและเทคโนโลยีก้าวหน้า มักทำให้ประเทศต่าง ๆ แข็งแกร่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างการแข่งขันแย่งชิงอำนาจและทรัพยากรที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน
เมื่อความขัดแย้งสะสมมากพอ โดยเฉพาะในประเด็นที่กระทบต่อ “ความอยู่รอด” ของประเทศ สงครามเต็มรูปแบบจึงมีแนวโน้มเกิดขึ้น ผลของสงครามมักเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ตั้งกติกา และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระเบียบโลกใหม่
บทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์คือ สงครามแทบไม่เคยเป็นไปตามแผน และมักสร้างความเสียหายมากกว่าที่คาดคิด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ถูกเดิมพันไม่ใช่แค่เศรษฐกิจหรืออำนาจ แต่คืออนาคตของประเทศและประชาชนในระยะยาว
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ยุโรปตั้งแต่ราวปี 1500 จะเห็นรูปแบบที่เกิดซ้ำอย่างน่าสนใจ นั่นคือ ช่วงเวลาแห่งสันติภาพและความรุ่งเรือง มักตามมาด้วยช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดและสงครามครั้งใหญ่
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ชี้ว่า ยุโรปผ่านวัฏจักรความขัดแย้งขนาดใหญ่ทุกราว ๆ 100–150 ปี ซึ่งแต่ละรอบมักเริ่มจากช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต เทคโนโลยีก้าวหน้า และสังคมมีเสถียรภาพ ก่อนที่การแข่งขันด้านอำนาจ ทรัพยากร และอิทธิพล จะค่อย ๆ สะสมความตึงเครียดจนปะทุออกมาเป็นสงคราม
ตัวอย่างชัดเจนคือ ช่วงยุคเรอเนซองส์และยุคเรืองปัญญา ซึ่งเป็นยุคแห่งความก้าวหน้าทางศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความคิดทางการเมือง แต่ในเวลาต่อมา ยุโรปกลับเผชิญสงครามสามสิบปีที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล
ต่อมาในช่วงหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เศรษฐกิจยุโรปเติบโตอย่างรวดเร็ว มหาอำนาจแข่งกันขยายอาณานิคมและอิทธิพลทั่วโลก ความตึงเครียดเหล่านี้ในที่สุดก็นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าระเบียบโลกไปโดยสิ้นเชิง
แม้สงครามใหญ่จะกินเวลาไม่นานเมื่อเทียบกับช่วงสันติภาพที่ยาวนานก่อนหน้า แต่แท้จริงแล้วมันคือผลลัพธ์ของความขัดแย้งที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง
อีกประเด็นสำคัญคือ ไม่ใช่ทุกประเทศจะรุ่งเรืองไปพร้อมกับมหาอำนาจ บางประเทศเติบโตขึ้น ขณะที่บางประเทศอ่อนแอลง ตัวอย่างเช่น จีนในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งถูกมหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่นกดดันและเอาเปรียบ จนถูกเรียกว่า “ศตวรรษแห่งความอัปยศ”
บทเรียนจากวัฏจักรของยุโรปจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอดีต แต่สะท้อนให้เห็นธรรมชาติของระบบโลก เมื่อมหาอำนาจใหม่ผงาดขึ้น และมหาอำนาจเดิมเริ่มอ่อนแรง ความเสี่ยงของความขัดแย้งครั้งใหญ่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
และในทุกยุคสมัย ผลลัพธ์ของสงครามมักเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ตั้งกติกา และโลกจะเดินหน้าไปในทิศทางใดต่อไป
หลังจากแรงจูงใจพื้นฐานอย่างการเอาตัวรอดและผลประโยชน์ส่วนตนแล้ว สิ่งที่ผลักดันทั้งบุคคล องค์กร และประเทศมากที่สุด คือการแสวงหา “ความมั่งคั่งและอำนาจ” เพราะความมั่งคั่งคือรากฐานของอำนาจ โดยเฉพาะในแง่ของการสร้างกำลังทหาร การควบคุมการค้า และการมีอิทธิพลต่อประเทศอื่น
พลังทางเศรษฐกิจและพลังทางทหารจึงเดินควบคู่กันเสมอ ประเทศต้องมีเงินเพื่อสร้าง “อาวุธ” สำหรับความมั่นคง และต้องมีเงินเพื่อดูแล “คุณภาพชีวิต” ของประชาชนภายในประเทศ
หากประเทศใดไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอต่อทั้งสองด้าน ก็จะเผชิญความเปราะบาง ทั้งจากแรงกดดันภายในและภัยคุกคามจากภายนอก
จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของราชวงศ์จีนและจักรวรรดิยุโรป พบว่า ความสามารถในการใช้จ่ายเหนือคู่แข่งในระยะยาว เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของประเทศ
ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาสามารถเอาชนะสหภาพโซเวียตในสงครามเย็นได้ส่วนหนึ่ง เพราะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่า และสามารถรักษาการใช้จ่ายทั้งด้านการทหารและสวัสดิการภายในไปร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระยะยาวขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลระหว่าง “อาวุธ” และ “ความเป็นอยู่” โดยไม่ปล่อยให้เกิดความฟุ่มเฟือยหรือหนี้สินเกินตัว เพราะเมื่อฐานะทางการเงินอ่อนแอลง ความสามารถในการรักษาอำนาจก็จะลดลงตามไปด้วย
ความขัดแย้งระดับโลกมักเกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจเดิมเริ่มอ่อนแรง หรือเมื่อมหาอำนาจใหม่กำลังไล่ตามจนใกล้เคียงกัน หรือเกิดทั้งสองอย่างพร้อมกัน ความเสี่ยงของสงครามจะยิ่งเพิ่มสูง หากทั้งสองฝ่ายมีพลังทางทหารใกล้เคียงกัน และมีความขัดแย้งที่กระทบต่อผลประโยชน์สำคัญจนไม่สามารถประนีประนอมได้
สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือกรณีที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีศักยภาพทำลายกันได้ และต่างไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ลงมือก่อน ความไม่ไว้วางใจเช่นนี้ทำให้การตัดสินใจระหว่าง “ถอย” หรือ “สู้” กลายเป็นเรื่องยาก เพราะทั้งสองทางล้วนมีต้นทุนสูง
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสะสมของพลังเศรษฐกิจ ความสามารถทางการทหาร เสถียรภาพภายในประเทศ และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่ค่อย ๆ เปลี่ยนดุลอำนาจของโลกไปทีละขั้น
สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนให้เห็นการทำงานของวัฏจักร ทั้งวัฏจักรหนี้และการเงิน วัฏจักรความเป็นระเบียบและความไร้ระเบียบภายในประเทศ และวัฏจักรความเป็นระเบียบและความไร้ระเบียบระหว่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นทับซ้อนกันจนสร้างเงื่อนไขของสงครามครั้งใหญ่ และนำไปสู่การก่อตั้งระเบียบโลกใหม่หลังปี 1945
จุดเริ่มต้นสำคัญคือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หลังปี 1929 ซึ่งทำให้หลายประเทศเผชิญปัญหาหนี้ ว่างงานสูง และความเหลื่อมล้ำรุนแรง ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจเหล่านี้นำไปสู่ความขัดแย้งภายในประเทศ และเปิดทางให้ผู้นำที่มีแนวคิดชาตินิยม อำนาจนิยม และเน้นการทหารมากขึ้นก้าวขึ้นสู่อำนาจ
ในเยอรมนี สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และความไม่พอใจต่อภาระหนี้หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เอื้อให้พรรคของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้รับการสนับสนุน
ฮิตเลอร์ยุติการจ่ายหนี้ ออกจากสันนิบาตชาติ และรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ตนเอง เขาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ควบคู่กับการเสริมกำลังทหารอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดอัตราว่างงานและฟื้นฟูความเชื่อมั่นภายในประเทศ
ญี่ปุ่นก็เผชิญผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงเช่นกัน ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าทรัพยากร การส่งออกที่หดตัวทำให้เศรษฐกิจเสียหายอย่างหนัก
ความกดดันภายในนำไปสู่การขยายแนวคิดชาตินิยมและการทหาร ญี่ปุ่นเริ่มขยายอิทธิพลเข้าสู่แมนจูเรียและจีน เพื่อแสวงหาทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเติบโตของตน
ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาตอบสนองต่อวิกฤตด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการปฏิรูปการเงินครั้งใหญ่ แม้จะยังไม่เข้าสู่สงครามโดยตรงในช่วงแรก แต่ก็ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรเป็นเครื่องมือกดดัน โดยเฉพาะต่อญี่ปุ่น เช่น การจำกัดการส่งออกน้ำมันและทรัพยากรสำคัญ
จะเห็นว่าก่อนที่สงครามจะปะทุเต็มรูปแบบ โลกได้ผ่านช่วงของ “สงครามเศรษฐกิจ” และ “สงครามการเงิน” มาแล้วหลายปี ทั้งการขึ้นภาษี การคว่ำบาตร การอายัดทรัพย์สิน และการปิดกั้นการเข้าถึงตลาดทุน ซึ่งสะท้อนว่าความขัดแย้งทางทหารมักมีรากฐานมาจากความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและอำนาจที่สะสมมาก่อน
สงครามเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในยุโรปเมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์ในปี 1939 และขยายวงกว้างเมื่อญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941 ดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามเต็มตัว สงครามครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการปะทะทางทหาร แต่เป็นการระดมทรัพยากรทั้งระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเข้าสู่เป้าหมายเดียว คือชัยชนะ
เมื่อสงครามสิ้นสุดลงในปี 1945 ประเทศฝ่ายชนะ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจสูงสุด และเป็นผู้วางรากฐานของระเบียบโลกใหม่ ทั้งในด้านการเงิน การค้า และความมั่นคง
กรณีศึกษาสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งภายใน และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเกิดขึ้นพร้อมกัน ความเสี่ยงของสงครามใหญ่จะเพิ่มสูงขึ้น และผลลัพธ์ของสงครามจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างอำนาจของโลกในยุคถัดไป
เมื่อสงครามปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศต่าง ๆ มักต้องปรับระบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากระบบที่มุ่งสร้างกำไรและการเติบโตทางการค้า ไปสู่ระบบที่มุ่งสนับสนุนการทำสงครามเป็นหลัก
รัฐบาลจะเข้าควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดว่าสินค้าใดสามารถผลิตได้บ้าง สินค้าใดต้องหยุดการผลิต หรือทรัพยากรใดจะต้องถูกจัดสรรให้กับภาคการทหารก่อน ภาคเอกชนจำนวนมากจึงถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกสงคราม
ในหลายประเทศ มีการใช้ระบบปันส่วนสินค้า เพื่อควบคุมการบริโภคของประชาชน จำกัดการซื้อขายสินค้าบางประเภท รวมถึงกำหนดราคา ค่าแรง และกำไร เพื่อป้องกันเงินเฟ้อและควบคุมทรัพยากรให้เพียงพอต่อการทำสงคราม
ในด้านการเงิน สงครามมีต้นทุนสูงมาก รัฐบาลจึงต้องออกหนี้จำนวนมหาศาล และมักพึ่งพาธนาคารกลางในการพิมพ์เงินหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายในการทำสงคราม
นอกจากนี้ การทำธุรกรรมระหว่างประเทศในช่วงสงครามมักหันกลับไปใช้ทองคำหรือการแลกเปลี่ยนโดยตรง เพราะความเชื่อมั่นในสกุลเงินของฝ่ายคู่สงครามลดลง
ประเทศต่าง ๆ ยังใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ เช่น การคว่ำบาตร การอายัดทรัพย์สิน หรือการตัดคู่สงครามออกจากระบบการเงินและตลาดทุน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องรับมือกับมาตรการลักษณะเดียวกันจากฝ่ายตรงข้าม
ตลาดทุนในหลายประเทศถูกปิดชั่วคราวในช่วงสงคราม นักลงทุนไม่สามารถซื้อขายสินทรัพย์ได้ตามปกติ และมูลค่าทรัพย์สินจำนวนมากอาจสูญหาย หากประเทศนั้นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม
โดยสรุป เศรษฐกิจในภาวะสงครามจะเปลี่ยนจากระบบตลาดเสรี ไปสู่ระบบที่รัฐมีบทบาทควบคุมอย่างเข้มข้น ทรัพยากรทั้งหมดของประเทศถูกระดมเพื่อเป้าหมายเดียว คือการเอาชนะคู่สงคราม และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง โครงสร้างเศรษฐกิจและการเงินของโลกก็มักเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับระเบียบโลกใหม่ที่เกิดขึ้นตามมา
แม้ในเวทีระหว่างประเทศจะไม่มี “กฎหมายสูงสุด” ที่ควบคุมทุกประเทศได้จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกความขัดแย้งต้องจบลงด้วยสงครามเสมอไป
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่า บางแนวทางให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าแนวทางอื่น โดยเฉพาะแนวทางที่นำไปสู่ผลลัพธ์แบบได้ประโยชน์ร่วมกัน มากกว่าผลลัพธ์ที่ทั้งสองฝ่ายเสียหาย
หลักการสำคัญประการแรกคือ การเจรจาโดยคำนึงถึงสิ่งที่อีกฝ่ายให้ความสำคัญมากที่สุด ควบคู่ไปกับสิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญ หากทั้งสองฝ่ายเข้าใจ “เส้นแดง” ของกันและกันอย่างชัดเจน โอกาสในการหาทางออกที่ยอมรับได้ก็จะเพิ่มขึ้น
การมองสถานการณ์ผ่านสายตาของคู่แข่ง เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงของการคำนวณผิดพลาด เพราะหลายครั้ง สงครามเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน ความไม่ไว้วางใจ หรือการตัดสินใจเร่งด่วนภายใต้แรงกดดัน
ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมักอยู่ในลักษณะที่ทั้งสองฝ่ายสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อกันได้ หากขาดความเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะไม่ลงมือก่อน ความกลัวอาจผลักดันให้ต่างฝ่ายต่างยกระดับความตึงเครียดจนหลุดการควบคุม การจัดการสถานการณ์เช่นนี้อย่างรอบคอบจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
อีกหลักการหนึ่งคือ การมีอำนาจ แต่ต้องเคารพอำนาจ และใช้อำนาจอย่างรอบคอบ อำนาจเป็นสิ่งจำเป็นในโลกที่การแข่งขันรุนแรง แต่การใช้อำนาจอย่างก้าวร้าวเกินไป อาจกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามสะสมกำลังเพื่อมาตอบโต้ จนนำไปสู่การแข่งขันที่ไม่มีใครได้ประโยชน์
ในหลายกรณี การใช้พลังทางการทูต ความน่าเชื่อถือ และความร่วมมือระยะยาว อาจสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าการใช้อำนาจแข็งกร้าว เพราะความสัมพันธ์แบบที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน มักสร้างเสถียรภาพได้มากกว่าความสัมพันธ์แบบฝ่ายหนึ่งชนะ อีกฝ่ายหนึ่งแพ้
ท้ายที่สุด แม้สงครามบางครั้งอาจถูกมองว่า “จำเป็น” หากเป็นเรื่องที่กระทบต่อความอยู่รอดของประเทศ แต่ประวัติศาสตร์ก็ย้ำเตือนเสมอว่า สงครามแทบไม่เคยเป็นไปตามแผน และมักมีต้นทุนสูงกว่าที่คาดไว้ การหลีกเลี่ยงสงครามจึงไม่ใช่เพียงเรื่องศีลธรรม แต่เป็นเรื่องของเหตุผลและการคำนวณต้นทุนในระยะยาว
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่มีมหาอำนาจใดคงความยิ่งใหญ่ได้ตลอดไป ทุกประเทศต่างมีช่วงเวลาที่รุ่งเรือง เติบโต และมีอิทธิพลสูงสุด ก่อนจะค่อย ๆ เผชิญแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอก
ช่วงที่ประเทศแข็งแกร่ง มักมาพร้อมกับเศรษฐกิจที่เติบโต เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ และกองทัพที่ทรงพลัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความท้าทายเริ่มสะสม ไม่ว่าจะเป็นหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้งภายใน หรือการผงาดขึ้นของคู่แข่งรายใหม่
เมื่อมหาอำนาจเดิมเริ่มอ่อนแรง ขณะที่มหาอำนาจใหม่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ดุลอำนาจของโลกก็จะเปลี่ยนไป และช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เองที่มักเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยงของความขัดแย้ง
บางประเทศสามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น ลดบทบาทลงโดยไม่เกิดความรุนแรงครั้งใหญ่ แต่บางประเทศกลับเผชิญการเปลี่ยนผ่านที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนอย่างมหาศาล
บทเรียนสำคัญคือ วัฏจักรขึ้นลงของมหาอำนาจเป็นธรรมชาติของระบบโลก ระเบียบโลกจึงไม่ใช่สิ่งถาวร แต่เป็นผลลัพธ์ของการแข่งขัน ความสามารถในการปรับตัว และการบริหารจัดการอำนาจในแต่ละยุคสมัย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่คือ ประเทศต่าง ๆ จะสามารถบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่รุนแรงเกินจำเป็น และสร้างเสถียรภาพในระยะยาวต่อไปได้
ที่มา : X

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย