“ทริสเรทติ้ง” หั่นเครดิต 11 บจ. รับส่วนใหญ่งบฯอ่อนแอ-หนี้สูง

รูป “ทริสเรทติ้ง” หั่นเครดิต 11 บจ. รับส่วนใหญ่งบฯอ่อนแอ-หนี้สูง

efinAI


ปีนี้ “ทริส” หั่นเรทติ้ง บริษัทจดทะเบียนลง 11 บริษัท กลุ่มอสังหาฯตกที่นั่งลำบาก หลังติดโผสูงสุดถึง 6 บริษัท เหตุหนี้ครัวเรือนพุ่ง-ยอดโอนฝืด ทำงบฯยังอ่อนแอ-ฟื้นยาก ขณะที่ ตระกูล J ทั้ง JMART-JMT กอดคอร่วงหลังจัดเก็บเงินสดพลาดเป้า จับตาสัญญาณอันตราย ROH-SQ-TPCH เผชิญวิกฤตสภาพคล่องขั้นรุนแรง !


“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” สำรวจข้อมูลจาก“ทริสเรทติ้ง” ตั้งแต่ต้นปี (YTD) พบว่า ในช่วงดังกล่าว ส่วนมาก “ทริส” ได้มีการปรับลดอันดับเครดิตเรทติ้งของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า โดยในช่วงดังกล่าวมี 11 บริษัท ถูกปรับอันดับความน่าเชื่อถือขององค์กรลง ประกอบด้วย

“ทริส เรทติ้ง” หั่นเครดิต 11 บจ. รับส่วนใหญ่งบฯอ่อนแอ-หนี้สูง
ชื่อย่อหุ้นเรทติ้งใหม่เรทติ้งเดิม
ANANBBBB+
BRIBBB-BBB
JMARTBBBBBB+
JMTBBBBBB+
KUNB+BB-
ORIBBBBBB+
PFSDB-
PRINBB+BBB-
ROHCB-
SQCBB-
TPCHB+BB-
ที่มา : ทริส เรทติ้ง ณ 6 พ.ค.69

11 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นบริษัทนอกดัชนี SET100 จำนวน 9 บริษัท ขณะที่ บริษัทในดัชนี SET100 ติดโผจำนวน 2 บริษัท กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ติดโผมากสุด จำนวน 6 บริษัท ส่วนที่เหลือกระจายตัวออกไปในหลายอุตสาหกรรม เช่น เงินทุนและหลักทรัพย์, เทคโนโลยีสารสนเทศฯ, รับเหมาก่อสร้าง, การท่องเที่ยว และทรัพยากร เป็นต้น

“JMART”-“JMT” 2 หุ้นใหญ่แม่-ลูก โดนหั่นเรทติ้ง

บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART) ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ “BBB” เดิม “BBB+” โดย “ทริสเรทติ้ง” ให้เหตุผลของการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง เพราะผลการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าคาด ส่งผลให้อัตราส่วนภาระหนี้สินทางการเงินของบริษัท วัดจากอัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้ว ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 4.5 เท่าในปี 2568 จากที่อยู่ต่ำกว่า 4 เท่าในช่วงก่อนหน้า


การเพิ่มขึ้นดังกล่าว มีสาเหตุจากการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของ EBITDA ของ JMT ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่มีสัดส่วน EBITDA มากที่สุดของกลุ่ม ทั้งนี้ JMT รายงานยอดเก็บเงินสดลดลงจาก 5.6 พันล้านบาทในปี 2567 เหลือ 5.1 พันล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าที่ “ทริสเรทติ้ง” คาดการณ์ไว้พอสมควร


แม้ผลการดำเนินงานจะอ่อนแอลง แต่แนวโน้มการลดภาระหนี้ของกลุ่มยังคงเป็นไปตามที่ “ทริสเรทติ้ง” ประเมินไว้ โดย ณ สิ้นปี 2568 หนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วลดลงเหลือ 2.09 หมื่นล้านบาท จาก 2.24 หมื่นล้านบาท “ทริสเรทติ้ง” จึงคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้ว ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่า 4 เท่า ในช่วง 12–24 เดือนข้างหน้า เมื่อเทียบกับประมาณการเดิมที่คาดว่าจะอยู่ต่ำกว่า 3.5 เท่า โดยมุมมองดังกล่าว ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการฟื้นตัวของยอดจัดเก็บเงินสดอาจเป็นไปอย่างล่าช้า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจที่ยังคงท้าทาย


การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของ JMART ส่งผลให้ บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ซึ่งเป็นบริษัทลูกถูกปรับลดความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ “BBB” เดิม “BBB+” เนื่องจาก “ทริสเรทติ้ง” พิจารณาว่า JMT เป็นบริษัทย่อยหลักของกลุ่ม JMART โดย ณ ธ.ค.2568 ทาง JMART เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ JMT ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 52% แนวทางการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายทางการเงินของบริษัทส่วนใหญ่กำหนดโดยคณะกรรมการบริษัท ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นตัวแทนจากกลุ่ม JMART การมีตัวแทนในคณะกรรมการดังกล่าว ทำให้เกิดความเชื่อมโยงและความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารของ JMART และ JMT


“ทริสเรทติ้ง” เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงด้านชื่อเสียงระหว่าง JMART และ JMT ในระดับมีนัยสำคัญ เนื่องจากทั้งสองบริษัทใช้ชื่อแบรนด์เดียวกัน ดังนั้น หากเกิดพัฒนาการเชิงลบกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและมุมมองโดยรวมของกลุ่ม JMART ได้


ขณะเดียวกัน “ทริสเรทติ้ง” คาดว่าการฟื้นตัวของยอดจัดเก็บเงินสดของ JMT จะเป็นไปอย่างช้าลงในปี 2569 จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น คุณภาพเครดิตของลูกหนี้รายย่อยอ่อนแอลง มีแนวโน้มกดดันยอดจัดเก็บเงินสดจากสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่มีหลักประกัน ขณะที่การปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังของธนาคารอาจยังคงทำให้การจำหน่ายสินทรัพย์รอการขายฟื้นตัวได้ช้า โดยแรงกดดันดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2.5 เท่าในปี 2569 เทียบกับ 2.5 เท่าในปี 2568


ในด้านปัจจัยมหภาค ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการยอดจัดเก็บเงินสดของบริษัทได้

อีกคู่แม่ลูก “ORI”-“BRI” โดนหั่นเรทติ้งเช่นกัน

ด้าน บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ “BBB” เดิม “BBB+” หลังผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2568 อ่อนแอกว่าที่“ทริสเรทติ้ง”คาดการณ์ไว้ โดยบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 8.4 พันล้านบาท คิดเป็นเพียง 73% ของประมาณการของ”ทริสเรทติ้ง” และลดลง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากความล่าช้าในการก่อสร้าง และการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมบางส่วน รวมถึงอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่อยู่ในระดับสูง จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น


ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทลดลงเหลือ 27% ในปี 2568 จาก 29-30% ในปี 2566-2567 นอกจากนี้ ORI ต้องตั้งสำรองสำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากลูกหนี้ค่าบริหารโครงการจำนวน 119 ล้านบาทในปี 2568 ต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ตั้งไว้ 626 ล้านบาท เนื่องจากความล่าช้าเป็นเวลานานในการพัฒนาโครงการร่วมทุนบางโครงการ ส่งผลให้ EBITDA Margin ของบริษัทลดลงเหลือ 28-29% ในปี 2567-2568 จาก 33-40% ในปี 2564-2566


การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของ ORI ส่งผลให้ บมจ.บริทาเนีย (BRI) ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทลูกถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ “BBB-” เดิม “BBB” โดยอันดับเครดิตเฉพาะองค์กรของบริษัทสะท้อนถึงการที่แบรนด์สินค้าของบริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่มีประวัติการดำเนินงานที่ค่อนข้างสั้น และการมีภาระหนี้ระดับสูงจากการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วทั้งในโครงการที่บริษัทเป็นเจ้าของเองและโครงการร่วมทุน นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังพิจารณาถึงความสามารถในการทำกำไรที่อ่อนแอท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและความต้องการที่อยู่อาศัยที่ซบเซา ซึ่งได้รับผลกระทบจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยในระดับสูง


นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของ BRI อ่อนแอกว่าคาดเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยบริษัทมีรายได้อยู่ที่ 2.3 พันล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นเพียง 62% ของประมาณการของ“ทริสเรทติ้ง” และลดลง 32% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอ และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารที่อยู่ในระดับสูง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงท่ามกลางตลาดที่ซบเซากดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายที่อยู่อาศัยลดลงเหลือ 27% ในปี 2567 และ 17% ในปี 2568 จากระดับประมาณ 31-33% ในปีก่อน


อีกทั้ง BRI ได้บันทึกค่าเผื่อหนี้สูญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับลูกหนี้จากการบริหารโครงการจำนวน 498 ล้านบาทในปี 2567 และ 31 ล้านบาทในปี 2568 เนื่องจากการพัฒนาโครงการร่วมทุนบางโครงการล่าช้าเป็นเวลานาน ส่งผลให้ EBITDA ของบริษัทลดลงเหลือ 450 ล้านบาทในปี 2568 หรือลดลงถึง 47% จากปีก่อน อีกด้วย

มีอีก 4 บจ. จากกลุ่มอสังหาฯ โดนหั่นเรทติ้งลง

นอกจาก ORI และ BRI แล้ว ยังมีอีก 4 บริษัทในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ถูก“ทริสเรทติ้ง”ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง นำโดย บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) ที่ถูกปรับลดความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ “BB” เดิม “BB+” ซึ่งการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าว สะท้อนถึง การลดภาระหนี้ของบริษัทที่ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ อันเป็นผลจากความล่าช้าในการหาพันธมิตรร่วมทุน (Joint Venture) สำหรับโครงการขนาดใหญ่ ส่งผลให้ระดับหนี้ยังคงอยู่ในระดับสูง และทำให้กระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้อ่อนแอลง


ขณะเดียวกัน “ทริสเรทติ้ง” ยังประเมินว่า แนวโน้มการสร้างรายได้ของ ANAN ในช่วงปี 2569-2571 ยังอ่อนตัวต่อเนื่อง สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ไม่เอื้ออำนวย และจำนวนโครงการที่แล้วเสร็จมีจำกัด ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังกดดันอุปสงค์ที่อยู่อาศัย


การที่ ANAN ยังไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมที่มีกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงเวลาดังกล่าว ยิ่งกดดันรายได้ของบริษัท ดังนั้น รายได้ของบริษัทจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างยอดขายใหม่จากโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่และโครงการแนวราบเป็นหลัก เพื่อรับมือกับแรงกดดันเหล่านี้ บริษัทอาจต้องใช้กลยุทธ์การตั้งราคาที่แข่งขันได้เพื่อกระตุ้นยอดขายใหม่ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่มีการแข่งขันสูงและไม่เอื้ออำนวย


ฟาก บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสู่ระดับ “SD” เดิม “B-” หลัง PF ผิดนัดชำระดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการผ่อนผันมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่กระบวนการอนุมัติเพื่อต่ออายุการผ่อนผันของธนาคารล่าช้าจนไม่สามารถลงนามในสัญญาข้อตกลงได้ทันวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา


และมีการลงนามในสัญญาผ่อนผันในวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ในที่สุด ซึ่งมีผลทำให้สามารถพักชำระดอกเบี้ยออกไปอีกจนถึง 31 พ.ค.นี้ แม้บริษัทจะได้รับการขยายระยะเวลาดังกล่าว แต่”ทริสเรทติ้ง” ยังคงเห็นว่าการที่บริษัทไม่สามารถชำระดอกเบี้ยในวันที่ครบกำหนดได้นั้น ถือเป็นเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ (Default) ตามเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของ“ทริสเรทติ้ง”


ในการนี้ “ทริสเรทติ้ง” จะทำการทบทวนอันดับเครดิตดังกล่าวอีกครั้ง ภายหลังจากมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ โดยจะให้ความสำคัญกับความสามารถของบริษัทในการปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงินให้เป็นไปตามกำหนดเวลาภายใต้เงื่อนไขที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว


ต่อด้วย บมจ.วิลล่า คุณาลัย (KUN) ที่ถูกปรับลดความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ “B+” เดิม “BB-” หลังงรายได้และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่ำกว่าคาด โดยอันดับเครดิตยังถูกจำกัดจากขนาดธุรกิจที่ค่อนข้างเล็ก และการกระจุกตัวทั้งในแง่ของจำนวนโครงการ ทำเลที่ตั้ง และกลุ่มลูกค้า


แนวโน้มอันดับเครดิตยังคงเป็น “Negative” หรือ “ลบ” เนื่องจากความกังวลด้านสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแรงกดดันต่อรายได้และผลกำไรของบริษัทในอนาคต ซึ่งได้รับผลกระทบจากความต้องการที่อยู่อาศัยที่ซบเซา และภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำถึงปานกลางในช่วง 12 เดือนข้างหน้า


บมจ.ปริญสิริ (PRIN) ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ “BB+” เดิม “BBB-” หลังผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยการชะลอตัวของยอดขายอสังหาริมทรัพย์ได้ส่งผลให้การฟื้นตัวล่าช้าและทำให้กระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้ในระยะปานกลางอ่อนแอลง


อันดับเครดิตดังกล่าว ยังสะท้อนถึงขนาดธุรกิจที่ไม่ใหญ่มากของบริษัท รวมถึงสภาพคล่องที่ค่อนข้างตึงตัว นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อความต้องการที่อยู่อาศัยต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยในกลุ่มระดับราคาปานกลางถึงต่ำกว่าซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับลดลงและมีการออกมาตรการสนับสนุนตลาดเพิ่มเติมในปี 2568 แต่ความพยายามดังกล่าวยังไม่ส่งผลให้ยอดขายฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

อีก 3 บจ.โดนหั่นเครดิต หลังมีความเสี่ยงสภาพคล่อง

ขณะที่ บมจ.โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) หรือ ROH ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ “C” เดิม “B-” สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ ที่บริษัทจะสามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้อย่างเพียงพอสำหรับภาระผูกพันมูลค่า 4.9 พันล้านบาทในการซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเท็ล แอนด์ ทาวเวอร์ส ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้เพียงแห่งเดียวของบริษัทจากทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (GROREIT หรือทรัสต์ฯ) ภายในเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว


ขณะที่ บมจ.สหกลอิควิปเมนท์ (SQ) ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ “C” เดิม “BB-” ภายหลังบริษัทได้ยื่นคำขอขยายวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้จำนวน 6 ชุด และขอผ่อนผันเงื่อนไขบางประการตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของหุ้นกู้ดังกล่าว “ทริสเรทติ้ง” มองว่าข้อเสนอดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีความตึงตัว (Distressed Debt Restructuring) ตามเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของ”ทริสเรทติ้ง” เนื่องจากผู้ถือหุ้นกู้ไม่ได้รับการชดเชยด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับการขยายอายุหุ้นกู้และสถานะของหลักประกันที่ด้อยลง


การปรับลดอันดับเครดิตครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงสถานะสภาพคล่องของบริษัทที่ตึงตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์ที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับภาระหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะข้างหน้า ภายหลังผลการดำเนินงานที่อ่อนแอในปี 2568 ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดินถล่มและการทรุดตัวของพื้นดินที่เหมืองแม่เมาะ


ปิดท้ายด้วย บมจ.ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง (TPCH) ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ “B+” เดิม “BB-” โดยมีสาเหตุหลักจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่อ่อนแอ ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความท้าทายมากขึ้น ขณะที่การขายสินทรัพย์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการสภาพคล่องของกลุ่มก็ยังไม่เกิดขึ้น และยังมีความเสี่ยงในการดำเนินการตามแผนในระดับสูง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

จิรายุส์ ขุนนางประเสริฐ

จิรายุส์ ขุนนางประเสริฐ

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย