บิ๊กเนมธุรกิจเล็งขาย IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง หวังได้เงินระดมทุนสูงกว่า-สภาพคล่องดีกว่า

รูป บิ๊กเนมธุรกิจเล็งขาย IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง หวังได้เงินระดมทุนสูงกว่า-สภาพคล่องดีกว่า

efinAI


กลุ่มธุรกิจชื่อดังของไทยหลายราย พิจารณาขาย IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง เหตุภาวะเอื้อ ได้เงินระดมทุนดีกว่า แถมสภาพคล่องสูง ส่วนหุ้นไทยล่าสุดยังเงียบ มีไฟลิ่งแค่ 6 บริษัท แต่วงการตลาดทุนไทยเชื่อ SET Index กำลังกลับมา หลังรัฐบาลใหม่แนวโน้มเสถียรภาพสูง หวังดันเศรษฐกิจไทยฟื้น ตลาดหุ้นรับอานิสงส์ ดึงดูดธุรกิจเปลี่ยนใจระดมทุนในประเทศแทน


*** ธุรกิจไทยเตรียมพาเหรดขาย IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง

ปี 2568 ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทระดมทุนผ่านกระบวนการ IPO ต่ำที่สุดในรอบกว่า 14 ปี ทั้งจำนวนและมูลค่า ขณะปีนี้ยังเงียบ แต่กลับปรากฏข่าวธุรกิจชื่อดังของไทย อยู่ระหว่างพิจารณาออกไปขาย IPO ต่างประเทศ


ล่าสุด “สำนักข่าวบลูมเบิร์ก” รายงานว่า “ไมเนอร์ ฟู้ด” (Minor Food) หนึ่งในผู้นำธุรกิจร้านอาหาร และบริการฟาสต์ฟู้ดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ด้วยจำนวนร้านมากกว่า 2,400 แห่งใน 23 ประเทศ โดยมีแบรนด์ชื่อดัง อาทิ The Pizza Company,Burger King, Sizzler, Swensens, Bonchon หรือ Dairy Queen เป็นต้น ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) พิจารณานำธุรกิจร้านอาหารเข้าจดทะเบียนใน “ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง”


ขณะเดียวกัน “บลูมเบิร์ก” ก็รายงานว่า ก่อนหน้านี้ “บิทคับ” (Bitkub) แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ชื่อดังของไทย และ “ไลน์แมน วงใน” (Line Man Wongnai) สตาร์ทอัพเทคโนโลยีรายสำคัญของไทย ก็พิจารณาจะขาย IPO ใน “ตลาดหลักทรัยพ์ฮ่องกง” เช่นกัน


ขณะที่ 30 มิ.ย.68 มีธุรกิจไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงไปเรียบร้อยแล้วคือ “อินโนเวทีฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ โฮลดิ้ง” หรือ IFBH Ltd. เจ้าของแบรนด์น้ำมะพร้าวของชื่อดัง “IF” โดยขาย IPO มูลค่าถึง 1.16 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 4,640 ล้านบาท ณ เรท 4 บาท : 1 ดอลลาร์ฮ่องกง)


นอกจากนี้ในอดีตมีธุรกิจขนาดยักษ์ใหญ่อย่าง “ไทยเบฟเวอเรจ” ไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์(SGX) ซึ่งมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดปัจจุบันอยู่ระดับกว่า 3.3 แสนล้านบาท


*** ตลาดหุ้นนอก ระดมทุนได้มากกว่า-ภาวะ/สภาพคล่องดีกว่า

“อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยอมรับว่า บริษัทไทยขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งกำลังให้ความสนใจไปจดทะเบียนใน “ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง” และ “ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์” สาเหตุหลักมาจาก 2 ด้าน คือ สภาพคล่อง (Liquidity) และมูลค่า (Valuation) ที่ตลาดต่างประเทศมีมากกว่าไทย รวมถึงถึงกระบวนการการเข้าระดมทุน


“มูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นไทยในอดีตเฉลี่ย 5-6 หมื่นล้านบาทต่อวัน แต่ปัจจุบันลดน้อยลงไปมาก ขณะเดียวกันกฎกติกาในตลาดหุ้นไทยที่เข้มงวด ทำให้กระบวนการ IPO ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุง โดยต้องศึกษากฎเกณฑ์ในต่างประเทศร่วมด้วยเพื่ออุดช่องโหว่ หากแก้ไขทั้งสองด้านแล้ว จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดหหุ้นไทยได้”


“สมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) ธุรกิจที่ปรึกษาการเงินรายใหญ่ของไทย ระบุว่า ก่อนหน้านี้ระดับ SET Index เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณเพียง 1,100 – 1,200 จุด และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันก็ต่ำ รวมถึงภาวะหุ้น IPO ในไทยความนิยมลดลง ส่งผลให้หลายธุรกิจสนใจออกไประดมทุนที่ต่างประเทศมากกว่า เพราะจะได้เม็ดเงินกลับมาลงทุนสูงกว่า


“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลัทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในขาลงช่วงที่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อ Valuation ในการขายหุ้น IPO ทำให้ไม่สามารถทำราคาขายได้ดีมากนักตามภาวะตลาดที่ซบเซา หลายธุรกิจจึงมองว่า การไปขาย IPO ที่ต่างประเทศน่าจะได้ประโยชน์กับบริษัทมากกว่า ทั้งในแง่การระดมทุน และ สภาวะตลาดฯ


“ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไลน์แมน วงใน เคยให้สัมภาษณ์กับ “บลูมเบิร์ก” ว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจน้อยลง เนื่องจากภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยและความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง การจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่มีการซื้อขายคึกคักกว่า น่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น

*** ล่าสุดตลาดหุ้นไทยมียื่นเตรียม IPO แค่ 6 บริษัท

ขณะที่สำรวจข้อมูลหลักทรัพย์เตรียมขายหุ้น IPO ณ ปัจจุบันพบว่า มีเพียง 6 บริษัทเท่านั้น ประกอบด้วย

6 บริษัทที่อยู่ระหว่างยื่น IPO
บริษัทธุรกิจจำนวน (ล.หุ้น)พาร์ (บ.)
SET
บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX)ผลิตและจำหน่ายฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก1800.5
บมจ.ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC)ผลิตและจำหน่าย “Coca-Cola” – “Schweppes”612.452
mai
บมจ.ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ (TEBP)จัดการกากอินทรีย์, จำหน่ายก๊าซชีวภาพ และจำหน่ายไฟฟ้า901
บมจ.เพ็ทพัล โปรดักส์ (PETPAL)ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์52.770.5
บมจ.กลุ่มภัทร (PHAT)สกัดและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม98.561
บมจ.ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น (QUICK)บริการที่ปรึกษาและติดตั้งระบบดิจิทัลครบวงจร320.5

บริษัทข้างต้นจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 2 บริษัท และ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 4 บริษัท โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติแล้ว 4 บริษัท คือ “ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX)”, “ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC)”, “ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ (TEBP)” และ “เพ็ทพัล โปรดักส์ (PETPAL)”


“ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC)” ผู้ผลิตเครื่องดื่ม “Coca-Cola” และ “Schweppes” ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันเป็นการทั่วไปเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ในกลุ่มนี้ โดยจะขาย IPO จำนวน 612.45 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 2 บาท/หุ้น

*** วงการยังหวัง IPO ไทยกลับมาคึกคัก

“สมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร” ประเมินว่า หลังผ่านการเลือกตั้ง แนวโน้มรัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพสูง คาดว่าจะทำให้ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยดีขึ้น และส่งผลต่อหุ้น IPO ด้วย สะท้อนจาก SET Index รวมถึงมูลค่าการซื้อขายที่ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่าสภาวะดังกล่าวจะยังคงอยู่ต่อไปในระยะสั้น-กลาง เพราะเม็ดเงินลงทุนยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจะส่งผลดีต่อธุรกิจที่จะขาย IPO เนื่องจากระดับดัชนีที่ปรับขึ้น จะสามารถทำให้กำหนดราคาขายได้ดีมากขึ้น และได้เงินระดมทุนสูงขึ้น


“เมื่อตลาดหุ้นไทยดีขึ้น กระแสธุรกิจไทยออกไปขาย IPO ต่างประเทศก็จะลดลง เพราะความเสี่ยงต่ำกว่าการไปต่างประเทศ ที่ชัด ๆ เลยคือ อัตราแลกเปลี่ยนเงิน การไประดมทุนสกุลเงินอื่น ต้องแปลงกลับมาเป็นเงินบาทเพื่อใช้ในกิจการ หากค่าเงินผันผวน อาจจะส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินสุทธิได้”


“สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า แม้ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ และ ฮ่องกง จะเข้ามาจีบธุรกิจไทยไปขาย IPO ซึ่งมีทั้งที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว รวมถึงกลุ่มที่อยู่ระหว่างพิจารณา


อย่างไรก็ตามอยากให้พิจารณาหลังเข้าซื้อขายด้วย ว่าหุ้นเป็นอย่างไร เพราะมีความเสี่ยงที่นักลงทุนจะไม่สนใจได้ เพราะตลาดข้างต้นมีหุ้นขนาดใหญ่จำนวนมาก สะท้อนจากล่าสุดก็ราคาปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากราคา IPO ยิ่งหากไม่มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน มีความเสี่ยงสูงจะเป็นหุ้นที่ถูกลืม


สำหรับการปรับเกณฑ์กระบวนการ IPO ตลท.ได้หารืออย่างใกล้ชิดกับ ก.ล.ต. จุดสำคัญคือการเปลี่ยนจากระบบ Merit-based ที่หน่วยงานกำกับต้องพิจารณาคุณสมบัติเชิงลึก ไปเป็น Disclosure-based ให้บริษัทและที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและถูกต้อง แล้วให้นักลงทุนตัดสินใจเอง ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเตรียมเปิดรับฟังความเห็นรายละเอียดการปรับเกณฑ์กับกลุ่ม FA ภายในครึ่งแรกของปีนี้


“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” มองว่า หากตลาดหุ้นไทยกลับมามีสภาพคล่องซื้อขายเฉลี่ยเกิน 5 หมื่นล้านบาทต่อวันได้ รวมถึงสามารถขยับขึ้นไปเทรดบน P/E ที่มากกว่าปัจจุบัน (14 – 15 เท่า) ได้ จะทำให้กระแสดังกล่าวหยุดลง และธุรกิจไทยกลับมา IPO ในตลาดหุ้นไทยเหมือนเดิม


“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ เพิ่มเติมว่า หากเศรษฐกิจของประเทศไทยกลับมาฟื้นตัวได้ จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้น และธุรกิจที่คิดจะไปขาย IPO ต่างประเทศจะลดลงหรือไม่มีเลย


“เศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มเติบโตกว่าคาดการณ์เดิมของนักวิเคราะห์ สะท้อนจากการเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในรอบหลายปี และได้ผู้เชี่ยวชาญมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นได้ และจะเห็นการฟื้นตัวดีกว่าปีก่อน ทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยก็จะดีขึ้นด้วย”

แท็กที่เกี่ยวข้อง