นักวิเคราะห์แนะนำเพิ่มสัดส่วนเงินสด-ทอง ลดเสี่ยงตลาดผันผวน ให้แนวรับต่ำสุด 1,250 จุด

รูป นักวิเคราะห์แนะนำเพิ่มสัดส่วนเงินสด-ทอง ลดเสี่ยงตลาดผันผวน ให้แนวรับต่ำสุด 1,250 จุด

efinAI


สงครามตะวันออกกลาง กดหุ้นไทยดิ่งเดือดวันเดียวกว่า 100 จุด ครั้งที่ 4 ในรอบ 10 ปีหลัง ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker พักหายใจก่อนปิดตลาดฯ เช้า โบรกฯ ประสานเสียง เพิ่มสัดส่วนเงินสด-ทอง ลดความเสี่ยง สงครามยืดเยื้อ-ตลาดหุ้นผันผวน ประเมินแนวรับ SET Index ลงได้ลึกสุดถึง 1,250 จุด

*** หุ้นไทยดิ่งเดือดเซ่นสงครามตะวันออกกลาง

ดัชนี SET Index รอบการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (4 มี.ค.2569) ลงไปต่ำสุดถึง 1,348.99 จุด ลดลง 117.52 จุด หรือ 8.01% ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใช้มาตรการ Circuit Breaker Level 1 พักการซื้่อขาย 30 นาที ตั้งแต่เวลา 12:18 น. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้มีเวลาพิจารณาข้อมูล ประเมินสถานการณ์ และตัดสินใจลงทุนได้อย่างรอบคอบ ซึ่งจะเปิดทำการภาคบ่ายเวลา 14:00 น.ตามปกติ


สาเหตุหลักคาดว่ามาจากภาวะสงครามระหว่างในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องและอาจจะยืดเยื้อ สร้างแรงกดดันต่อนักลงทุน ทำให้มีการถล่มขายหุ้นซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยง

*** Circuit Breaker ครั้งที่ 7

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้มาตรการ Circuit Breaker มาแล้ว 6 ครั้งก่อนหน้านี้ จากเหตุการณ์

  1. วันที่ 19 ธ.ค.49 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการกันสำรอง 30% ป้องกันการเก็งกำไรจากค่าเงินบาท ส่งผลให้ SET Index ลดลงกว่า 19.52% นับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้มาตรการนี้

2.วันที่ 10 ต.ค.51 จากวิกฤตการณ์ซับไพรม์ (Subprime Crisis) ส่งผลให้ SET Index ลดลง 10.02%

3.วันที่ 27 ต.ค.51 ผลต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์ซับไพรม์ ส่งผลให้ SET Index ลดลงกว่า 10% อีกครั้ง

4.วันที่ 12 มี.ค.63 การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 เกิดการเทขายหุ้นครั้งใหญ่ SET Index ลดลง 10.08%

5.วันที่ 13 มี.ค.63 เหตุการณ์ต่อเนื่องของโรคระบาดโควิด-19 ทำให้ SET Index ลดลงอีกกว่า 10%

6.วันที่ 23 มี.ค.63 ความรุนแรงต่อเนื่องของแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ดัชนีฯ ลดลง 8%

ขณะที่ล่าสุดวันนี้เป็นครั้งที่ 7 เพราะความกังวลเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลาง หุ้นไทยลดลง 8%

ทั้งนี้เกณฑ์ล่าสุดของตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดมาตรการ Circuit Breaker ไว้ 3 ระดับ คือ Level 1 เมื่อดัชนีฯ ลดลง 8% จากวันก่อนหน้า พักการซื้อขาย 30 นาที

Level 2 เมื่อดัชนีฯ ลดลง 15% จากวันก่อนหน้า พักการซื้อขายอีก 30 นาที

Level 3 เมื่อดัชนีฯ ลดลง 20% จากวันก่อนหน้า พักการซื้อขาย 1 ชั่วโมง

*** หุ้นดิ่งเกิน 100 จุด รอบ 10 ปีหลัง เกิดขึ้นในเดือน มี.ค.ทั้งสิ้น

ขณะเดียวกันพบว่าในรอบ 10 ปีหลังที่หุ้นไทยลดลงมากกว่า 100 จุดในวัดเดียว เกิดขึ้นในเดือน มีนาคม ทั้งหมด ประกอบด้วย

  • ตลาดฯ ปิดวันที่ 9 มี.ค.63 ลดลง 108.63 จุด (-7.96%)
  • ตลาดฯ ปิดวันที่ 12 มี.ค.63 ลดลง 134.98 จุด (-10.80%)
  • ตลาดฯ ปิดวันที่ 23 มี.ค.63 ลดลง 102.78 จุด (-9.12%)
  • ล่าสุดรอบเช้า 4 มี.ค.69 ลดลง 117.52 จุด (-8.01%)

*** กูรูให้แนวรับ 1,335 – 1,300 จุด

“กรรณ์ หทัยศรัทธา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ประเมินแนวรับ SET Index รอบนี้ไว้ 6 ระดับ คือ 1,350-1,330-1,315-1,300-1,285 และ 1,250 ช่วงสั้น SET Index ยังมีดาวน์ไซด์ลงต่อ เพราะไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางจำนวนมาก จึงทำให้ Fund flow จะขายหุ้นไทยจากปัจจัยดังกล่าว โดยสงครามรอบนี้ถือว่าหนักที่สุด เพราะยังไม่เคยเห็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซเลย


“ณรงค์เดช จันทรไพศาล” ผู้อำนวยการฝ่านวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า ระบุว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ตลาดหุ้นไทยรับผลกระทบหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 64 ที่มีเหตุการณ์รัสเซีย – ยูเครน โดยไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสัดส่วนสูงราว 60% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ ทั้งนี้ประเมินแนวรับของ SET Index ที่ 1,350/20 จุด เป็นแนวรับแรก หากทะลุผ่านจุดนี้ไปจะมีแนวรับถัดไปที่บริเวณ 1,300 จุด


“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัส ประเมิน SET Index ลงได้ลึกสุดที่แนวรับ 1,335/50 จุด ขณะที่สถานการณ์ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ เนื่องจากเป็นการทำสงครามที่รุนแรงมากและลุกลามเป็นวงกว้าง ต่างจากตอนรัสเซีย-ยูเครน ที่จำกัดวงกระทบ


“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไม่มีการเจรจากันเกิดขึ้น และราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นเรื่อย ๆ หุ้นไทยมีโอกาสลงต่อได้ โดยเหตุการณ์นี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสัดส่วนสูง จึงทำให้มีแรง Panic Sell จากประเด็นดังกล่าว

*** ปรับพอร์ตถือเงินสดลดเสี่ยง เน้นหุ้น Domestic

“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” แนะนำถือเงินสดเพิ่มขึ้นเป็น 45% ส่วนที่เหลือแนะนำถือตราสารหนี้ ส่วนหุ้นให้เลือกกลุ่ม Domestic ที่พื้นฐานแข็งแกร่ง ปันผลดี เพราะจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ดังกล่าว ราคาอาจปรับตัวลงตามตลาดฯ แต่เมื่อหลังความกังวลจบ ราคาหุ้นจะฟื้นตัวได้เร็ว


“ณรงค์เดช จันทรไพศาล” แนะนำว่า นักลงทุนที่มีหุ้นอยู่ ควรต้องพิจารณาลดสัดส่วนพอร์ตรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ที่มีหุ้นทุนต่ำกว่าปัจจุบันต้องประเมินว่าจะลงไปต่ำกว่าต้นทุนหรือไม่ หากรับความเสี่ยงได้ ก็ถือเพื่อรอฟื้นกลับ ส่วนผู้ที่ไม่มีหุ้นแนะนำ Wait & See หรือ “รอดูอย่างเดียว” จนกว่าจะเริ่มเห็นสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น และหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งราคาลงลึกจนน่าสนใจจึงค่อยเข้าซื้อ


สัดส่วนพอร์ตการลงทุนตอนนี้ แนะนำถือเพียง 2 สินทรัพย์ คือ เงินสด และ ทองคำ เท่านั้น


“กรรณ์ หทัยศรัทธา” นักลงทุนที่มีห้นอยู่แนะนำถือรอประเมินความเสี่ยง หรือจะช้อนซื้อช่วงแนวรับ 6 ระดับที่ประเมินไว้ข้างต้น เช่นแนวรับที่ 1-3-5 หรือเข้าซื้อแนวรับที่ 2-4-6 แต่ทุกการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นควรซื้อทองคำควบคู่ด้วย เพราะจะช่วยป้องกันความเสี่ยงทางลง เพราะถ้าหุ้นลง ทองยังปรับตัวขึ้น แต่ถ้าหุ้นพลิกกลับมาขึ้น ภาพใหญ่ระยะกลาง-ยาวของทอง ก็ยังเป็นขาขึ้นอยู่ จากภาวะเงินดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐฯ เสื่อมค่า ส่วนนักลงทุนที่ไม่มีหุ้นรอจังหวะเข้าซื้อด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวได้เช่นกัน แต่สามารถเลือกหุ้นที่เสี่ยงได้มากกว่า โดยสัดส่วนพอร์ตลงทุนที่แนะนำ คือ ทอง 15% เงินสด 15% หุ้น 35% และพันธบัตร 35%


“ณัฐพล คำถาเครือ” แนะนำสัดส่วนพอร์ต หุ้น 50% ตราสารหนี้ 30% และเงินสด 20% นักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แนะนำถือรอฟื้น ส่วนกลุ่มที่ไม่มีหุ้นแนะนำ รอจนกว่าราคาน้ำมันดิบโลกจะย่อตัวจึงค่อยเข้าซื้อหุ้นกลุ่ม สายการบิน, ท่องเที่ยว และปิโตรเคมี เนื่องจากตามสถิติแล้ว เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง หุ้น 3 กลุ่มดังกล่าว ราคามักปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง