
บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) เตรียมปิดฉากในตลาดหุ้นไทย โดยสามารถซื้อขายวันนี้ (26 ธ.ค.2568) เป็นวันสุดท้าย ก่อนจะถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 27 ธ.ค.68 เนื่องจากเปิดเผยข้อมูลอันเป็นเท็จในงบการเงินประจำปี 66 และแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ที่มีงบการเงินเท็จ ซึ่งเข้าข่ายเป็นกรณีอันอาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น หรือการตัดสินใจลงทุน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในราคาของหลักทรัพย์ อันเป็นเหตุเพิกถอนตามข้อ 7(3) ของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง การเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียนพ.ศ. 2564
ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดให้ซื้อขายหุ้น JKN รอบสุดท้าย 7 วันก่อนเพิกถอนระหว่างวันที่ 18-26 ธ.ค.68 ด้วยบัญชี Cash Balance โดยผู้ซื้อต้องชำระเงินทั้งจำนวนก่อนการซื้อหุ้น ขณะเดียวกันจะไม่กำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor)
ก่อนหน้านี้หุ้น JKN ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP พักการซื้อขายไปตั้งแต่ 17 ก.ย.67 โดยราคาสุดท้ายวันที่ 16 ก.ย.67 ปิดที่ 0.31 บาท บวกตั้ง 14.81% จากวันก่อนหน้า ก่อนจะกลับมาซื้อขายอีกครั้งวันที่ 18 ธ.ค.68 ถูกถล่มขายทันที ปิดวันเหลือ 0.01 บาท ลดลง 97% จากก่อนโดน SP มูลค่าการซื้อขาย 11.28 ล้านบาท หลังจากนั้นแทบไม่เหลือแรงซื้อขายอีกต่อไปแล้ว เพราะตั้งแต่ 19-25 ธ.ค. ราคาหุ้นก็ยังอยู่ปิด 0.01 บาท มูลค่าการซื้อขายรวม 5 วันทำการ อยู่ที่ 3.4 ล้านบาท แม้จะมี Offer พอสมควร แต่ไม่มีใคร Bid แล้ว ซึ่งวันนี้ก็คงไม่ต่างกัน
ข้อมูล ณ วันปิดสมุดล่าสุด 11 เม.ย.67 มีผู้ถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 22,686 ราย ไม่รู้ว่าหลังจากกลับมาเทรดจะมีผู้หนีตายได้กี่คน ? เพราะ ณ ราคา 0.01 บาท แทบจะไม่เหลือมูลค่าใด ๆ อีกต่อไป เพราะขายก็ไม่มีคนซื้อ
ที่แน่ ๆ บริษัทนี้ที่ขาย IPO เข้าตลาดฯ มาเมื่อ 30 พ.ย.60 ที่ราคา 8 บาท (พาร์ 0.50 บาท) ขึ้นไปสูงสุด 16.27 บาท ใช้เวลาแค่ 8 ปี พานักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อยขาดทุนยับ !
ส่วนเจ้าของ "แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" และพวกโกยเงินเข้ากระเป๋าตุง...
สำหรับผู้ที่คาดหวังว่าจะฟื้นฟูกิจการแล้วกลับมาได้เหมือนหลายบริษัทก่อนหน้านี้ อาจจะต้องคิดใหม่ เพราะล่าสุด 25 ธ.ค.68 "ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ" แผนกล้มละลาย ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า JKN ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับลิขสิทธิ์คอนเทนต์ การโฆษณา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และธุรกิจการบริหารจัดการลิขสิทธิ์องค์กรนางงามจักรวาล (Miss Universe Organization) มีเงินทุนหลักมาจากการออกหุ้นกู้จำนวนมาก ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 59 -66 รวม 17 ครั้ง ซึ่งในระยะแรกลูกหนี้ชำระหนี้หุ้นกู้คืนได้ครบทุกครั้งจนถึงหุ้นกู้ครั้งที่ 7
แต่หลังจากนั้น ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ครั้งที่ 8 (JKN239A) เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 1 ก.ย.66 ทำให้หุ้นกู้ชุดที่ 12 -19 ต้องถึงกำหนดชำระโดยพลันตามข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ รวมยอดหนี้ที่ถึงกำหนดชำระในทันที 3,212 ล้านบาท ซึ่ง JKN ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินจนตกเป็นบุคคลผู้ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนด ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/3 และมาตรา 90/4 (2) ที่จะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้
อย่างไรก็ดี งบแสดงฐานะการเงินของ JKN แสดงให้เห็นว่า กิจการเติบโตจากการก่อหนี้สินด้วยการออกหุ้นกู้หมุนเวียนเพื่อขยายธุรกิจ มิได้เติบโตจากความสามารถในการทำกำไร ส่วนข้อที่อ้างว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ของ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น และมีผลต่อการจำหน่ายหุ้นกู้นั้น เหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของบริษัทดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง และไม่เกี่ยวข้องกับการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของ JKN แต่อย่างใด
ส่วนที่ JKN อ้างว่าขายธุรกิจองค์กรนางงามจักรวาล เพื่อจะแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ธุรกรรมดังกล่าว JKN ได้รับชำระเงินแล้วเพียง 3,700,000 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือเงินที่ยังไม่ได้รับชำระอีก 10,800,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้ง JKN ยังนำเงินเพิ่มทุนไปชำระหนี้กู้ยืม 300 ล้านบาท ให้แก่กรรมการผู้มีอำนาจบริหาร JKN เสียเองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แสดงถึงการขาดธรรมาภิบาล ซึ่งปัญหาการประกอบธุรกิจของ JKN เกิดจากการบริหารงานอันเป็นปัจจัยภายในของ JKN เอง และไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีช่องทางที่จะสามารถนำเงินมาชำระหนี้ หรือบรรเทาความเสียหายแก่ประชาชนที่เป็นเจ้าหนี้หุ้นกู้ได้มากน้อยเพียงใด กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของ JKN ได้ตามมาตรา 90/3
"ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ" จึงพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และจำหน่ายคดีในส่วนการตั้งผู้ทำแผนออกจากสารบบความ (ก่อนหน้านี้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วเห็นควรให้ JKN ฟื้นฟูกิจการได้)
วันเดียวกัน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขยายผลการตรวจสอบโดยกล่าวโทษ JKN, อดีตกรรมการและอดีตผู้บริหาร, ผู้บริหาร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวม 12 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีส่งหรือเปิดเผยงบการเงินและแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงในสาระสำคัญที่ควรแจ้ง, กรณีร่วมกันทุจริตและตกแต่งงบการเงินของ JKN ในช่วงปี 65-66 และกรณีขายหุ้น JKN โดยอาศัยข้อมูลภายใน ในช่วงปี 66 รวมทั้งมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงิน รวม 4 ราย พร้อมกันนี้ได้ส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
สืบเนื่องจากกรณี 5 มิ.ย.68 ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ JKN, "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" และ "พิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์" ต่อ DSI กรณีร่วมกันกระทำหรือยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จ และ/หรือทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง รวมถึงไม่ตรงต่อความเป็นจริงในงบการเงินปี 66 และเอกสารบัญชีสำหรับงวดไตรมาส 1/67 ของ JKN เพื่อลวงบุคคลใด ๆ และนำส่งหรือเปิดเผยงบการเงินปี 66 และแบบ 56-1 One Report ที่มีงบการเงินเท็จนั้น ก.ล.ต. ได้ขยายผลการตรวจสอบและพบว่า การซื้อขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ของ JKN กับนิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย มีกรรมการและผู้บริหารของ JKN ในขณะเกิดเหตุ ได้แก่ "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, "พิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์" ในฐานะกรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการสายงานคอนเทนต์, "พิสมัย ห่างไธสง" ในฐานะกรรมการบริหารและรักษาการรองกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบัญชี รวมถึง "กมลรัตน์ มงคลครุธ" ในฐานะกรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการสายงานขาย
ร่วมกันดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการซื้อขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่ไม่มีจริงของ JKN โดยพบเส้นทางเงินที่อ้างว่าเป็นการชำระค่าซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ดังกล่าวจาก JKN เป็นเงินประมาณ 557.63 ล้านบาท ได้โอนต่อไปให้กับบุคคลซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นนอมินี (nominee) ของ "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" เพื่อนำไปซื้อหุ้น JKN และหุ้นกู้ JKN แทน "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" อีกทั้ง "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" และ "พิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์" ยังได้รับประโยชน์จากเงินดังกล่าวผ่านการโอนเข้าบัญชีตนเอง เป็นเหตุให้ JKN เสียหาย การกระทำของบุคคลทั้ง 4 ราย ข้างต้น เข้าข่ายเป็นการร่วมกันกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต เบียดบังเอาทรัพย์ของบริษัทเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ JKN ได้รับความเสียหาย และบันทึกบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง หรือไม่ตรงต่อความเป็นจริงเพื่อลวงบุคคลใด ๆ
อันเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคสอง ประกอบมาตรา 89/7 มาตรา 307 มาตรา 308 มาตรา 311 มาตรา 312 มาตรา 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
จากกรณีดังกล่าว JKN ยังได้นำส่งงบการเงินงวดประจำปี 65 และปี 66 ซึ่งเป็นงบการเงินที่ได้บันทึกบัญชีเจ้าหนี้และลูกหนี้กรณีนิติบุคคลในประเทศอันเป็นเท็จ และได้ส่งแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงานประจำปี 65 และปี 66 อันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. รวมทั้งได้เปิดเผยหรือเผยแพร่งบการเงินเท็จดังกล่าวต่อประชาชนทั่วไป ผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ระบบ SETLink) โดย "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ได้ลงนามรับรองงบการเงินและข้อมูลดังกล่าว อันเป็นความผิดตามมาตรา 281/10 และตามมาตรา 281/10 ประกอบมาตรา 300 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ แล้วแต่กรณี
ก.ล.ต. อาศัยอำนาจตามความมาตรา 267 พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงิน รวม 4 ราย ได้แก่ "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์", "พิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์", "พิสมัย ห่างไธสง" และ "กมลรัตน์ มงคลครุธ" เป็นเวลา 180 วัน เนื่องจากปรากฏพฤติการณ์การกระทำผิดที่มีลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของประชาชนในวงกว้าง โดยปรากฏมูลค่าความเสียหายจากเงินของ JKN ที่นำออกไปซื้อลิขสิทธิ์ที่ไม่มีจริง จำนวนประมาณ 557.63 ล้านบาท และจากการเปิดเผยงบการเงินและแบบ 56-1 One Report ที่มีงบการเงินอันเป็นเท็จ ไปประกอบการเสนอขายหุ้นกู้รุ่น JKN255A เมื่อ 10 ส.ค.66 ได้รับเงินมาอีก 156.60 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหาย 714.23 ล้านบาท และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าผู้กระทำความผิดจะยักย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินออกไป ขณะเดียวกันห้ามมิให้ออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว มีกำหนด 15 วัน โดยหลังจากนี้ ก.ล.ต.จะไปร้องขอต่อศาลอาญาเพื่อออกคำสั่งห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรต่อไป
นอกจากนี้ภายหลัง "ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ" ยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของ JKN ก.ล.ต.จึงมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สิน JKN ด้วย เป็นเวลา 180 วัน
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และตรวจสอบเพิ่มเติม พบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า บุคคล 9 ราย มีการขายหุ้น JKN โดยอาศัยข้อมูลภายใน และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ในฐานะผู้บริหารของ JKN ได้ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของ "อชิระ สุธีสถาพร" (บิดา), "ปาริชาติ เนียมหอม" และ "อริยพร ไทยจินดา" ขายหุ้น JKN เพื่อหลีกเลี่ยงผลขาดทุน โดยอาศัยข้อมูลภายในเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ รุ่น JKN239A ซึ่งได้เปิดเผยสารสนเทศผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 31 ส.ค.66 อันเป็นข้อมูลที่ยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไปซึ่งเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหรือมูลค่าของหุ้น JKN โดยมี "กฤติพัฒน์ ศรีเทพเอี่ยม" (ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ JKN) ให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ในการส่งคำสั่งขายหุ้น JKN บัญชีของ "อชิระ สุธีสถาพร", "ปาริชาติ เนียมหอม" และ "อริยพร ไทยจินดา"
การกระทำข้างต้นของ "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 243 (1) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ โดยมี "อชิระ สุธีสถาพร" และ กฤติพัฒน์ ศรีเทพเอี่ยม" ให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการใช้ข้อมูลภายในขายหุ้น JKN ตามมาตรา 242 ประกอบมาตรา 315 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ส่วน "ปาริชาติ เนียมหอม" และ "อริยพร ไทยจินดา" ซึ่งยินยอมให้ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีธนาคารที่ใช้ชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อปิดบังตัวตนของ "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 297 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ
ขณะที่พบว่า "พรชัย มงคลครุธ" ซึ่งเป็นน้องชายของ "กมลรัตน์ มงคลครุธ" (กรรมการ/ผู้บริหารของ JKN) มีพฤติกรรมการขายหุ้น JKN ที่ผิดไปจากปกติวิสัยของตน ในช่วงที่ "กมลรัตน์ มงคลครุธ" ได้รับทราบข้อมูลภายในเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A แล้ว จึงน่าเชื่อว่า "พรชัย มงคลครุธ" รับทราบข้อมูลภายในดังกล่าวจาก "กมลรัตน์ มงคลครุธ" การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิด ตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 244 (4) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ และ "กมลรัตน์ มงคลครุธ" เข้าข่ายเป็นความผิดกรณีบอกกล่าวข้อมูลภายในแก่ "พรชัย มงคลครุธ" ตามมาตรา 242 (2) ประกอบ 243 (1) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบบุคคลซึ่งน่าเชื่อว่าได้ยินยอมให้ "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีธนาคารที่ใช้ชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อปิดบังตัวตนของ "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" อีก 2 ราย ได้แก่ "มลฤดี เอี่ยมโอฬาร" และ "เชฎฐา จิตรมณี" ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 297 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ
ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาจากนี้เป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว
กรณีมีข่าวว่า "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" นำเงินของ JKN ไปซื้อคริปโทฯ จากการตรวจสอบ ยังไม่พบเส้นทางเงินที่ทำไปซื้อคริปโทฯ พบแต่การนำเงินออกจาก JKN ไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนและหุ้นกู้ของ JKN ซึ่งเป็นกรณีที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษในครั้งนี้
อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ได้ประสานและมีหนังสือแจ้งการดำเนินคดีเรื่องการยักยอกหรือทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจเข้าข่ายการฉ้อโกงหรือยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระเป็นความผิดมูลฐาน และความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ จะเป็นการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกัน
1.ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้มีการประสานงานกับพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งรัดกระบวนการบังคับใช้กฎหมายและช่องทางในการติดตามผู้กระทำความผิดที่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว
2.การห้ามเดินทางในเบื้องต้น ก.ล.ต. ได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อให้ดำเนินการตามคำสั่ง เป็นระยะเวลา 15 วัน ซึ่งในทางขนานกัน ก.ล.ต. จะต้องร้องขอต่อศาลเพื่อให้พิจารณาสั่งห้ามการห้ามเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มเติม
3.กรณีการอายัดทรัพย์สิน ก.ล.ต. ได้แจ้งคำสั่งไปยังหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการอายัดทรัพย์สิน เช่น บัญชีเงินฝาก หลักทรัพย์ รถยนต์ ที่ดิน เป็นต้น เป็นระยะเวลา 180 วัน และ ก.ล.ต. สามารถขยายระยะเวลาการอายัดทรัพย์สินได้เพิ่มอีก 180 วัน โดยร้องขอต่อศาล
4.ในทางขนาน ก.ล.ต. จะร่วมมือกับพนักงานสอบสวนในการเร่งรัดกระบวนการเพื่อส่งฟ้องต่อศาล
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมถึงเพิ่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศทั้งที่ "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" และ "พิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์" หลบหนีไปแล้ว ก.ล.ต.ระบุว่า ครั้งที่กล่าวโทษเดือน มิ.ย.68 ไม่พบว่า บุคคลทั้ง 2 มีพฤติการณ์หลบหนี และไม่พบพฤติการณ์สงสัยว่าจะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เพราะก่อนหน้านี้บุคคลทั้ง 2 มีการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักรหลายครั้งในช่วงที่ ก.ล.ต. ตรวจสอบการกระทำความผิดดังกล่าว และมาให้ถ้อยคำ รวมถึงมีหนังสือชี้แจงต่อ ก.ล.ต. ทุกครั้งก่อนที่ ก.ล.ต. จะกล่าวโทษในเดือน มิ.ย.68 ขณะเดียวกัน "จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์" ยังปรากฏตัวในสื่อต่าง ๆ ทำให้ไม่เข้าเหตุตามมาตรา 267** แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ในการมีคำสั่งห้ามออกนอกราชอาณาจักร และมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินในครั้งก่อนการกล่าวโทษเพิ่มเติมในครั้งนี้
ไม่พบข้อมูล
ไม่พบข้อมูล