CCET เทรด 4 วันพุ่ง 54% วอลุ่มต่างชาติเข้าตามกระแส AI คาดกำไรปีนี้แจ่ม แต่ราคาเริ่มเกินพื้นฐาน

efinAI
หุ้น CCET บวก 4 วันติด 54% รวมปีนี้่พุ่งไปแล้วสูงสุด 108% แรงซื้อเพียบ โดยเฉพาะ NVDR จากกระแส AI บูม โบรกคาดปีนี้กำไรโต 30-52% แต่ราคาวิ่งแซงพื้นฐาน ล่าสุดถูกจับติด “Cash Balance”
ราคาทำไฮรอบ 16 เดือน 4 วันบวก 54%
วันนี้ (25 พ.ค.2569) ราคาหุ้น บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET ดีดขึ้นทำ New High รอบ 16 เดือนที่ 9.40 บาท โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 4 วันทำการติดต่อกัน จาก 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ปิด 5.95 บาท วันนี้ปิด 9.15 บาท ขึ้นมาถึง 3.2 บาท หรือ 54% และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยสูงถึง 1,539 ล้านบาท (วันนี้วันเดียว 4,254 ล้านบาท) จากก่อนหน้านั้นทั้งปี 69 มูลค่าซื้อขายอยู่ที่เฉลี่ย 265 ล้านบาท
ขณะที่หากนับจากสิ้นปีก่อนซึ่งปิดที่ 4.52 บาท เทียบกับราคาปิดวันนี้ (YTD) เท่ากับว่าปีนี้หุ้น CCET บวกไปแล้วสูงสุดถึง 108%
เม็ดเงินที่ไหลเข้าหุ้น CCET ช่วง 4 วันทำการหลัง ส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากการซื้อขายของ NVDR ที่มีมูลค่าซื้อสุทธิถึง 957 ล้านบาท เป็นรองเพียง บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ที่ซื้อสุทธิ 2,132 ล้านบาท และ บมจ.ปตท.(PTT) ซื้อสุทธิ 1,163 ล้านบาท
ราคาหุ้น CCET หากปรับตามมูลค่าที่ตราไว้ (Par) ปัจจุบันที่ 1 บาท (เข้า SET ปี 2544 พาร์ 10 บาท เปลี่ยนพาร์เหลือ 1 บาทเมื่อปี 48) ราคาสูงสุดตลอดกาล (All time High) จะอยู่ที่ 11 บาท (17 ธ.ค.67) โดยรอบ 10 ปีหลังราคาซื้อขายอยู่ที่เฉลี่ย 5.03 บาท ต่ำสุด 0.98 บาท (13 มี.ค.63) มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 100 ล้านบาทต่อวัน
เคยวิ่งแรงทำ All time High มาแล้วเมื่อปี 67
CCET เป็นหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ค่อนข้างเงียบ โดยพฤติกรรมความเคลื่อนไหวของราคารอบ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 59) เพิ่งจะมีนัยแค่ 3 ปีหลังเท่านั้น
เพราะตั้งแต่ปี 59-66 ราคาขึ้นลงอยู่ต่ำสุดสูงสุดในกรอบ 0.98 – 3.30 บาท และมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยเพียง 15 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งปิดปี 66 ที่ 2.08 บาท
พอเริ่มเข้าปี 67 ราคาเริ่มขยับแม้ช่วงต้นปีจะยังไม่มีนัย แต่หลังจากทะลุไฮเดิม 3.30 เมื่อกลางเดือน พ.ค.67 สำเร็จ ก็เหมือนเสือติดปีก ราคา Rally ขึ้นต่อเนื่อง จนทำ All time High ที่ 11 บาท (เพิ่มขึ้นถึง 429% จากสิ้นปี 66) ช่วงปลายปี มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยปี 67 พุ่งไประดับ 348 ล้านบาท จาก 7 ปีก่อนหน้านั้นที่ซื้อขายเฉลี่ยเพียง 15 ล้านบาทต่อวัน โดยราคาหุ้นปิดปี 67 ที่ 10.10 บาท
สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากความคาดหมายว่า CCET อาจจะเป็นหุ้นเด้งรายถัดไปเหมือน DELTA ที่ก่อนหน้านั้นวิ่งเดือดหลายเท่าตัว ตามกระแส AI และกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งปี 67 ผลประกอบการของ CCET ก็เพิ่มขึ้นโดดเด่นเช่นกัน โดยมีกำไรสุทธิ 2,603 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 133% จากปี 66
อย่างไรก็ตามพอเข้าปี 68 ราคาหุ้นของ CCET กลับหมดแรง และปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ลงไปต่ำสุด 4.40 บาท (-60% จากราคาสูงสุดปี 67) ขณะที่ผลประกอบการปี 68 กลับไม่ได้เติบโตตามคาดหวัง โดยกำไรสุทธิทำได้ที่ 2,044 ล้านบาท ลดลง 21% จากปี 67
CCET ทำธุรกิจอะไร
CCET เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อ 3 ม.ค.44 ดำเนินธุรกิจ เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อีเล็คโทรนิคส์ในรูปแบบของ Electronics Manufacturing Services (EMS) โดยมีกลุ่มลูกค้าหลัก 2 ประเภทคือ อุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม
ผลิตภัณฑ์หลักกลุ่มอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย เครื่องพิมพ์ (Ink-jet, Laser, 3D), แผงวงจร (PCBA) สำหรับฮาร์ดดิสก์/กล้อง/ทีวี, ฮาร์ดดิสก์พกพา (External HDD), โซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD), สมาร์ททีวี, สถานีชาร์จ EV และอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ ส่วนกลุ่มอุปกรณ์โทรคมนาคม ประกอบด้วย กล่องรับสัญญาณ (Set-top box) และชุดหูฟัง Bluetooth เป็นต้น
บริษัทแม่ของ CCET คือ “Kinpo Electronics” ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม รายใหญ่จากประเทศ “ไต้หวัน” ข้อมูลจากรายงานประจำปี 68 มีสินทรัพย์รวมกว่า 118,201 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยถือหุ้นสัดส่วน 49.99%
เหมือนหรือต่างกับ DELTA
แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกระดับโลกเหมือนกัน รวมถึงมีบริษัทแม่เป็นยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมจาก “ไต้หวัน” เช่นกัน แต่ DELTA มุ่งเน้นการเป็นผู้พัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการระบบกำลังไฟฟ้า (Power Management) การจัดการความร้อน โครงสร้างพื้นฐานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์/พลังงาน และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ขณะที่ CCET เป็นผู้รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร (Electronics Manufacturing Services: EMS) ในรูปแบบ OEM และ ODM โดยเน้นไปที่อุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม
DELTA มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การเติบโตของ AI โลก เพราะเป็นผู้ให้บริการโซลูชันระบบพลังงานและระบบทำความเย็นแบบบูรณาการสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) กำลังไฟสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI มีโซลูชันพลังงานสำหรับ AI แบบ “Grid-to-Chip” และเป็นผู้จัดหาเพาเวอร์ซัพพลายหลักสำหรับ AI Accelerator ชั้นนำของโลก ซึ่งทำให้กลุ่มธุรกิจนี้ของเดลต้าเติบโตอย่างก้าวกระโดดตามกระแส AI Computing การดำเนินงานสอดคล้องโดยตรงกับการขยายตัวของ Data Center และบริการคลาวด์ทั่วโลกที่ลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
ส่วน CCET อยู่ในฐานะผู้รับผลิต (EMS) ได้รับประโยชน์จากความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage) สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการผลิตหน่วยความจำ Solid State Drive (SSD) สำหรับองค์กร ซึ่งมีอุปทานตึงตัวจากความต้องการด้าน AI
แม้ CCET มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และเริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงาน แต่ธุรกิจหลักกว่า 86% ยังคงเป็นการผลิตเครื่องพิมพ์และอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ทั่วไป
ด้านผลประกอบการ DELTA ปี 66-68 มีรายได้ 1.48 แสนล้านบาท, 1.67 แสนล้านบาท และ 2 แสนล้านบาท ตามลำดับ ล่าสุดไตรมาส 1/69 มีรายได้ 6.23 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 45% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งกำไรสุทธิปี 66-68 อยู่ที่ 1.84 หมื่นล้านบาท, 1.89 หมื่นล้านบาท, 2.48 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ไตรมาส 1/69 ทำได้ 9,081 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ฟาก CCET มีรายได้ปี 66-68 ที่ 1.51 แสนล้านบาท, 1.48 แสนล้านบาท และ 1.39 แสนล้านบาท ตามลำดับ ไตรมาส 1/69 ทำได้ 2.99 หมื่นล้านบาท ลดลง 14% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกำไรสุทธิปี 66-68 อยู่ที่ 1,116 ล้านบาท, 2,603 ล้านบาท และ 2,044 ล้านบาท ตามลำดับ ไตรมาส 1/69 ทำได้ 502 ล้านบาท ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้แม้รายได้รวมจะอยู่ในระดับกว่าแสนล้านบาทต่อปีเหมือนกัน แต่อัตรากำไรหรือมาร์จิ้น ค่อนข้างต่างกัน เพราะ DELTA เป็นผู้แก้ปัญหาคอขวดเรื่องพลังงานและความร้อนให้ AI กับ Data Center โลก ลูกค้าหลักคือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ต้องการเทคโนโลยีของ DELTA ทำให้ยอดขายกลุ่มนี้เติบโตและดันอัตรากำไรบริษัทพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แต่ CCET แม้ได้อานิสงส์จากการเป็นผู้รับจ้างผลิต กลุ่มผลิตภัณฑ์เก็บข้อมูล (Storage/SSD) สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI ปริมาณคำสั่งซื้อจะสูงขึ้นตามเทรนด์ AI แต่ไม่ได้แปลว่าจะสามารถเรียกราคาพรีเมียมได้เท่ากับเทคโนโลยีของ DELTA
สะท้อนจาก DELTA มีอัตรากำไรขั้นต้นปี 67-68 ระดับ 25.05%, 27.61% ตามลำดับ ขณะที่ไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 32.42% เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ระดับ 25.68% ขณะที่มีอัตรากำไรสุทธิปี 67-68 อยู่ที่ 11.34%, 12.36% ตามลำดับ ส่วนไตรมาส 1/69 เพิ่มเป็น 14.58% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 12.75%
ขณะที่ CCET มีอัตรากำไรขั้นต้นปี 67-68 ที่ 5.30% และ 5.12% โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 1.73% และ 1.45% ซึ่งไตรมาส 1/69 ที่ผ่านมา มีอัตรากำไรขั้นต้น 5.05% และอัตรากำไรสุทธิ 1.68% ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 5.31% และ 1.7% ตามลำดับ
เปิดมุมมองนักวิเคราะห์
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ผลประกอบการไตรมาส 1/69 ชะลอตัว จากรายได้ที่ลดลงในกลุ่มอุปกรณ์อัจฉริยะสวมใส่ (Smart Wearable Devices) และผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูล (Storage Products) ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ขณะที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 91 ล้านบาท +20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีการกู้ยืมเงินจากธนาคารในระดับสูงเพื่อนำมาใช้เป็นเงินทุนในการขยายกิจการ
การขยายกำลังการผลิตยังเป็นไปตามแผน โดย CCET ยังคงมุ่งมั่นกับโรงงานผลิตใหม่ทั้ง 3 แห่ง ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 68 ได้แก่ โรงงานมหาชัย (ประเทศไทย) : เน้นผลิตหน่วยความจำสำรองระบบดิจิทัล (Solid State Drive: SSD), โรงงานเพชรบุรี (ประเทศไทย) : เน้นผลิตเครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printers) และโรงงานเซาเปาโล (ประเทศบราซิล) : เน้นผลิต SSD และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เชื่อว่าโรงงานเหล่านี้ หลังจากผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจไปแล้ว จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ทั้งรายได้และกำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 68 เป็นต้นไป
แนวโน้มกำไรสุทธิปี 69 ของ CCET ยังคงดูสดใสและเป็นไปในเชิงบวก จากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่สูง ประกอบด้วยปัจจัยเด่น 3 ประการ คือ ความยืดหยุ่นในการผลิต : สามารถย้ายฐานการผลิตไปมาระหว่างโรงงานในประเทศต่างๆ นอกประเทศไทยได้ตามความเหมาะสม เช่น ฟิลิปปินส์ บราซิล หรือแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา, แผนการตั้งโรงงานใหม่ในอเมริกา : มีแผนที่จะจัดตั้งโรงงานผลิตแห่งใหม่ในสหรัฐฯ และการเดินเครื่องโรงงานในบราซิล : โรงงานใหม่ในบราซิลกำลังจะเริ่มเปิดดำเนินการในไม่ช้า
ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจและโมเดลผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันเป็นเพียงเรื่อง “ชั่วคราว” เท่านั้น และ CCET จะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างมั่นคงตลอดปี 69 และจะพัฒนาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความเสี่ยงขาลง (Downsides) ของอัตรากำไรที่อาจเกิดจากยอดขายที่ลดลงหรือผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Loss) จะถูกชดเชยด้วย ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตไปยังโรงงานที่มีอยู่เดิม (ไทย, ฟิลิปปินส์, บราซิล, สหรัฐฯ)
แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเหมาะสมเป็น 7.50 บาทจากเดิม 5.90 บาท โดย CCET ถือเป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของอุปสงค์ใน อุตสาหกรรม AI ด้วยข้อได้เปรียบจากพอร์ตโฟลิโอโรงงานผลิตที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก การดำเนินงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่ทันท่วงที
ด้าน บล.โกลเบล็ก มองว่า อุปสงค์ในกลุ่มสินค้าหลัก (Storage, Smart Wearables, Printers, mPOS) ยังคงแข็งแกร่งตามแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) แม้คาดว่ารายได้จากกลุ่ม Smart Wearables จะชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3
สินค้าใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Equipment) และ เซิร์ฟเวอร์ AI รุ่น L12 (L12 AI Server) คาดว่าจะได้รับความต้องการที่สูงมาก โดยจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ในช่วงครึ่งหลังของปี 69 หรืออย่างช้าที่สุดภายในครึ่งแรกของปี 70 ซึ่ง “ยังไม่ได้รวม” เข้าไปในประมาณการปัจจุบันของนักวิเคราะห์
อย่างไรก็ตามบทบาทของ CCET ในสินค้า AI เหล่านี้จำกัดอยู่เพียงแค่ “การประกอบ (Assembly)” เท่านั้น ดังนั้น อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของผลิตภัณฑ์ใหม่เหล่านี้ คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับเดิมที่ประมาณ 5% ซึ่งจะไม่สูงลิ่วเหมือนกับบริษัทที่ทำธุรกิจ AI โดยตรง
ปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” แต่เพิ่มราคาเหมาะสมเป็น 7.30 บาท (เดิม 5.30 บาท) เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปมากแล้ว ขณะที่การฟื้นตัวของกำไรยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ หุ้น CCET ในไทยยังซื้อขายในระดับพรีเมียม เมื่อเทียบกับใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงที่ไต้หวัน (Taiwan DR) โดยคิดเป็น 1.16 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 0.96 เท่า
ส่วน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุ หุ้นกลุ่ม Electronics ถูก re-rating ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา จากแรงเก็งกำไรเชื่อมโยงกับ Thematic การลงทุนใน Global semiconductors ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มถูกตลาดเก็งกำไรไปที่ระดับ PER สูงกว่า 30 – 35 เท่า
แต่ต้องตระหนักว่าในภาวะปกติ Consumer Electronics มักจะซื้อขายในกรอบ PER เพียงราว 20 เท่า ดังนั้น Valuation ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวจำเป็นต้องมาพร้อมกับการเติบโตของกำไรที่เร่งตัวกว่ารอบปกติ หาก Earnings growth ไม่สามารถ Sustain ได้ ระยะยาวราคาหุ้นจะยืนบน Premium valuation ได้ยาก
สิ่งที่ต้องติดตามในระยะถัดไปคือความคืบหน้าของบริษัทในการขยายเข้าสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI infrastructure เช่น AI Server, AI-related hardware และ EV Super Charger ว่าจะสามารถสร้างสัดส่วนรายได้อย่างมีนัยสำคัญได้หรือไม่ รวมถึงต้องพิสูจน์ว่ายอดขายดังกล่าวเป็น Recurring และ Sustainable demand จริง หากบริษัทสามารถ Execute ได้สำเร็จ ตลาดมีโอกาสให้ Valuation premium เพิ่มขึ้นในระยะยาว แต่ในระยะสั้นยังอยู่ในช่วงพิสูจน์ตัวและต้องติดตาม Execution risk อย่างใกล้ชิด
ด้าน บล.บียอนด์ ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ถือ” จากเดิม “ลดน้ำหนักการลงทุน” พร้อมปรับราคาเป้าหมายเป็น 7.20 บาท จาก 5.20 บาท โดยอิงการประเมินมูลค่าด้วย PER ที่ระดับ 27 เท่า สะท้อนส่วนลดประมาณ 20% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่ม เนื่องจากผลประกอบการยังมีข้อจำกัดด้านการขยายตัวของ GPM อย่างไรก็ตาม ระดับ PER ดังกล่าวได้สะท้อนศักยภาพการฟื้นตัวของธุรกิจหลักและการเริ่มมีบทบาทเชื่อมโยงกับ AI ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดให้ Premium
คาดกำไรปี 69 โต 30-52% แต่ราคาเกินมูลค่า
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ 4 โบรกเกอร์ซึ่งอัปเดตล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบด้วย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย), บล.โกลเบล็ก, บล.บียอนด์ และ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ประเมินกำไรสุทธิปี 69 ของ CCET ที่ 2,678 – 3,113 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30-52% จากปี 68
อย่างไรก็ตามราคาเหมาะสมปัจจุบันที่ 6.8 – 7.5 บาท ถือว่าเกินว่าราคาล่าสุดที่ 9.15 บาท ไประดับ 18-26%
ล่าสุดติด Trading Alert ต้องซื้อขายด้วย Cash Balance
ขณะที่ช่วงปิดตลาดวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศให้ CCET เป็นหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายระดับที่ 1 ระหว่างวันที่ 26 พ.ค. – 15 มิ.ย. 2569 โดยห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และต้องวางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนซื้อ (Cash Balance)
ติดตามข้อมูลเจาะลึก CCET เพิ่มเติมที่ https://url.in.th/w-stock-articles
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Reported by

ศราพงค์ นันติวงค์
หัวหน้าข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย











