5 สำนักวิจัย เปิดฉากทัศน์ ตะวันออกกลางระอุ กระทบไทยแค่ไหน ?

efinAI
เปิดรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ตะวันออกกลางจาก 5 สำนักวิจัย เมื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่ออุปทานพลังงานโลก เผยฉากทัศน์ Worst Case หากน้ำมันยืนเหนือ 120 ดอลลาร์เกิน 6 เดือน เสี่ยงทำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยทางเทคนิค” แถมกด GDP โตต่ำ 1% พร้อมคำแนะนำกลยุทธ์ปรับพอร์ตลงทุนรับความผันผวน
Krunsri Research : ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน และความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลก
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยผลกระทบหลักจะส่งผ่านช่องทางด้านอุปทานและราคาพลังงาน หากความตึงเครียดรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบเพิ่มเติมผ่านช่องทางด้านอุปสงค์และตลาดการเงิน
สำหรับประเทศไทยเป็น ผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net oil importer) และมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง (58% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด) ดังนั้น ราคาน้ำมันโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นจึงสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในเชิงมหภาคผ่านหลายช่องทาง หากพิจารณาตามสถานการณ์ต่าง ๆ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยสามารถแบ่งได้ดังนี้

กรณีความรุนแรงอยู่ในวงจำกัด หรือราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 1.2-1.6% จากกรณีฐาน และ GDP ไทยอาจลดลงจากกรณีฐานราว -0.2 ถึง -0.3%
ส่วนในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานและค่าครองชีพภายในประเทศได้ เงินเฟ้อในประเทศจะเร่งตัวขึ้นอย่างมากถึงราว 3.0-4.5% จากกรณีฐาน และอาจทำให้ GDP ของไทยลดลงจากกรณีฐานถึงประมาณ -0.6 ถึง -0.9% โดย “วิจัยกรุงศรี” คาดการณ์ไว้ที่ 2% (ณ 26 ก.พ.2569)
อย่างไรก็ตาม มาตรการด้านการสำรองพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงการดูแลราคาสินค้าภายในประเทศ ช่วยให้ไทยยังคงมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในระยะสั้นได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ไทยยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีระดับความรุนแรงต่างกันตามลักษณะของโครงสร้างอุตสาหกรรม ดังนี้
รับผลกระทบรุนแรง :
1.อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทางตรง ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี รวมถึงธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบ (Feedstock) และอุตสาหกรรมที่พึ่งพาปัจจัยการผลิต (Input) จากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น ภาคเกษตรกรรม วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนอุตสาหกรรมที่พึ่งพาปิโตรเคมี อาทิ พลาสติก ซึ่งห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักอาจทำให้ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมเหล่านี้สูงขึ้น
2.อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเผชิญผลกระทบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ อุปทานจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น, อุปสงค์จากตลาดตะวันออกกลางที่ชะลอตัว รวมถึงโลจิสติกส์จากการเกิดภาวะชะงักงันของการส่งมอบสินค้าและวัตถุดิบ ได้แก่ ธุรกิจขนส่ง เกษตรกรรม ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์ไม้
รับผลกระทบปานกลาง :
ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งได้รับผลกระทบหลักจากต้นทุนการผลิตและต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น เช่น อุตสาหกรรมโลหะ เคมีภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ
KKP Research : คาด GDP โต 1.8% แต่เตือน “ไทย” เสี่ยง “ถดถอยเชิงเทคนิค” หากน้ำมันพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรล เกิน 6 เดือน
แม้จะปรับเพิ่มประมาณการอัตราเติบโตของ GDP ไทยปี 69 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 68 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตามความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะต่อประเทศไทยที่มีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP สูงสุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
1.การเติบโตทางเศรษฐกิจ จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง
2.เงินเฟ้อ จะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน
3.ดุลการค้า โดยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลงและกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า
กรณีฐาน KKP Research ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะเป็น “การเปลี่ยนแปลงชั่วคราว” และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น น่าจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนัก
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเย้อ หรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้กรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรล ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคโดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้

SCB EIC : เศรษฐกิจโลกและไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง
กรณีฐาน ประเมินว่า เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน 2-6 สัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
หากสถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional war) การขนส่งพลังงานทั้งภูมิภาคหยุดชะงัก ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นมากไปที่ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อโลกจะเร่งตัวขึ้นราว 0.4 Percentage points (pp) และอาจกระทบ GDP โลกราว 0.2-0.4 pp
แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้ธนาคารกลางประเทศหลักชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจหันไปใช้ Wait-and-see approach มากขึ้น และชะลอแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากความเสี่ยงเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมา นอกเหนือจากผลการขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก
SCB EIC ประเมินในกรณีฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง 0.3 pp ในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอาจแตะ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงมากถึง 0.8 pp
เงินเฟ้อไทยปี 69 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.5% กลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ได้เร็วขึ้น ผลจากราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็น Regional war เงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงกว่า 4% ได้
ขณะที่ประเมิน กนง. มีโอกาสผ่อนคลายดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้สัดส่วนส่งออกไปภูมิภาคนี้ไม่สูง แต่บางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดนี้ค่อนข้างมาก เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท รถยนต์นั่ง ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ปัญหาการขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ตาม Supply chain ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวและ Healthcare ยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวจากปัญหาการเดินทางและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและพืชพลังงานบางชนิดอาจได้อานิสงส์จากความต้องการกักตุนสินค้าและราคาโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น
TISCO ESU : สงครามตะวันออกกลางอาจทำให้ GDP ไทยโตได้แค่ 1% หรือต่ำกว่า
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO Economic Strategy Unit) ระบุว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตที่ 1.8% จากแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในช่วงปลายปีก่อน ตามมาตรการ Fast-pass ของภาครัฐและผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่น้อยกว่าคาด
แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งปุ๋ย เม็ดพลาสติก ตามต้นทุนและค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยประเมินว่า ทุกการเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันดิบดูไบจากสมมุติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบ GDP ราว 0.3-0.4 ppt. ดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.8% และมีแนวโน้มที่จะทำให้เงินบาทอ่อนแตะ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอย่างน้อยในไตรมาส 2
ที่สำคัญต้องจับตาพัฒนาการของสงครามและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยืดเยื้อรุนแรง เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1% ในปีนี้ และค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปไกลถึง 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ

Krungthai CIO : ปรับมุมมองลงทุนระมัดระวังขึ้นในระยะสั้น ชี้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนพลังงานโลก กดดันเงินเฟ้อ-ตลาดหุ้น
ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) คาดความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดการเงินโลก หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานของโลก ส่งผลให้การลำเลียงน้ำมันผ่านเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี Donald Trump ที่ระบุว่า กองทัพยังไม่มีความพร้อมในการเข้าคุ้มกันเรือพาณิชย์ ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อภาวะ Supply Disruption ในตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงกระทบตลาดน้ำมัน แต่ยังทยอยส่งต่อไปยังสินค้าอื่นโภคภัณฑ์อื่นๆโดยเฉพาะราคาอาหารที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก
นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจผ่านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในระยะถัดไป
ด้วยความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น จึงปรับมุมมองเชิงกลยุทธ์ต่อการลงทุนในหุ้นระยะสั้นจาก “Slightly Overweight” ลงสู่ระดับ “Neutral” เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น แม้ในระยะกลางตลาดหุ้นโลกยังมีปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างอยู่ก็ตาม ส่วนกลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้ คงสัดส่วนการลงทุนเดิมและทยอยสะสมอย่างระมัดระวัง โดยใช้หลัก Margin of Safety ผ่านการแบ่งไม้ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลงประมาณ 5-10% เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน แนะนำใช้กลยุทธ์ Barbell Strategy โดยผสมผสานการลงทุนระหว่าง หุ้นกลุ่มเติบโต เช่น เทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ กับ หุ้นกลุ่มเชิงรับ เช่น Healthcare เพื่อเพิ่มความทนทานของพอร์ต พร้อมถือ ทองคำประมาณ 5-10% ของพอร์ต เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ โดย Krungthai CIO ยังปรับลดคำแนะนำตลาดหุ้น สหรัฐฯ อินเดีย และเวียดนาม ลงสู่ระดับ “Neutral” เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Editing by

ศราพงค์ นันติวงค์
หัวหน้าข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย











