
ในที่สุด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ประกาศยุบสภาเมื่อคืนวันที่ 11 ธันวาคม 256 ที่ผ่านมา โดยที่พระราชกฤษฎีกาได้รับการโปรดเกล้า และลงในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบอย่างเป็นทางการ และเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45-60 วันตามกฎหมายไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ในวันที่ 8 ก.พ. 2569
เหตุผลที่แท้จริง ก็อย่างที่ทราบกันนอกจากความขัดแย้งในเรื่องสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นมาตรา 256/28 ซึ่งฝ่ายค้านและพรรคประชาชนต้องการตัดอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แต่ภูมิใจไทยไม่ต้องการแบบนั้น เพราะฉนั้นเมื่อพรรคสีส้ม ประกาศให้รัฐบาลยุบสภาเลยเข้าทาง หรือจะบอกว่า ดังนั้นการยุบสภาจึงถือเป็น “การตัดหน้า” เพื่อหลีกเลี่ยงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และผ่าทางตันของกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ
ขณะที่นายกฯ รักษาการณ์บอกล่าสุด ในเมื่อท่านให้ผมยุบ ผมก็ยุบตามที่ท่านขอ ไม่ได้เป็นการผิด MOA แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องโฟกัสหลังจากยุบสภา น่าจะมีความท้าทายมากกว่า ทั้งเรื่องสถานการณ์ชายแดนกับกัมพูชา ที่ยังตึงเครียดและไม่มีทีท่าว่าจะมีการเจรจา เพราะรัฐบาลยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะยังไม่หยุดยิง จนกว่าจะเห็นว่ากัมพูชา หยุดคุกคามอธิปไตยของไทย ซึ่งระหว่างนี้ รัฐบาลรักษาการจำเป็นต้องดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อย และคลี่คลายก่อนการเลือกตั้งในต้นปีหน้า
นอกจากนี้ ปัจจัยเศรษฐกิจก็เป็นอีกหนึ่้งเรื่องทับซ้อน เพราะในภาวะที่ประเทศไทย ต้องเผชิญทั้งกับการฟื้นฟูประเทศจากภาวะน้ำท่วมหนัก ต่อด้วยการสู้รบกับเขมร แล้วเมื่อต้องบริหารประเทศภายใต้การเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ แบบนี้เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร โตช้า โตน้อยอยู่แล้ว ก็อาจจะยิ่งช้าไปอีกหรือเปล่า หรือมองในมุมกลับกัน เมื่อยุบสภา เลือกตั้งใหม่ อย่างน้อยก็จะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ให้ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง
แต่อย่างไรก็ดี ตามความเป็นจริง การยุบสภาในสถานการณ์แบบนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่มองว่าเหมาะสม และสิ่งที่อยากตั้งคำถามกลับไปก็คือ ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญที่กลายเป็นที่มาของการยุบสภาครั้งนี้ เหมาะสมแล้วหรือไม่ ท่ามกลางการสู้รบในพื้นที่ชายแดนที่ยังไม่รู้จะจบที่ตรงไหน อีกทั้งเศรษฐกิจประเทศตอนนี้ที่ยังลูกผีลูกคน น่าจะเป็นสิ่งที่ซ้ำเติมประเทศตอนนี้ด้วยซ้ำ
ปี 2566 ที่เราเลือกตั้งกันล่าสุด ผ่านมากว่า 2 ปี แต่กลายเป็นว่าประเทศไม่ได้เดินหน้าไปมากเท่าที่ควร นอกจากการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไป 3 คน ดังนั้นการยุบสภาครั้งนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครตะบัดสัตย์ ใครล้ม MOA แต่น่าจะเป็นการสะท้อนถึงความล้มเหลวของการเมืองไทย ที่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ได้พัฒนา แถมลากเอาเศรษฐกิจ ความมั่นใจของนักลงทุนต่อประเทศไทย ให้หดหายไปด้วย
ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม อินโดฯ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เขาไปไหนกันแล้ว แต่ประเทศไทยของเรา ยังวนเวียนอยู่กับประเด็นเดิมๆ

บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย