จีดีพีปี 68 โต 2.4% บนโครงสร้างที่เปราะบาง

efinAI
เมื่อวันจันทร์ (16 ก.พ.) ที่ผ่านมา สภาพัฒน์ประกาศตัวเลขจีดีพีของไทย ไตรมาส 4 ปรากฎว่าเศรษฐกิจเติบโตได้ถึง 2.5% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ทั้งปีจีดีพีขยายตัวได้ 2.4% ทำให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ถึงกับประกาศว่าเศรษฐกิจไทยพ้นไอซียู และอยู่ในช่วงฟื้นตัว เพื่อเดินหน้าเสริมศักยภาพและเติบโตได้เต็มที่ในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ในความเติบโตนั้น หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง ยังถือว่าเป็นการเติบโตที่เปราะบาง และต่ำกว่าศักยภาพ
เพราะฉะนั้นคำถามจากนี้ จึงต้องดูว่านอกจาก จีดีพี โตเท่าไหร่แล้ว แต่คือ จีดีพีโตเพราะอะไร และ จะโตต่อได้หรือไม่ ทั้งนี้เมื่อพิจารณา จีดีพีไตรมาส 4 โต 2.5% หลักๆ มาจากการบริโภคภาคเอกชน โดยมีการใช้จ่ายในประเทศ เป็นเครื่องยนต์หลัก และปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ของรัฐบาลอนุทินมีส่วนสำคัญมาก นอกจากนี้การใช้จ่ายภาครัฐ จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และโครงการลงทุนของภาครัฐบางส่วนช่วยพยุงจีดีพี ตลอดจนการท่องเที่ยว จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว แม้รายได้ต่อหัวและกำลังซื้อยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิดก็ตาม
แต่เมื่อมองลึกลงไป จีดีพีที่ขยายตัวดีในโค้งสุดท้ายของปีนั้น ยังไม่ได้สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีเท่าไหร่ เพราะเศรษฐกิจทั้งปีที่เติบโตได้เพียง 2.4% ยังเป็นตัวเลขการเติบโตที่ต่ำ เมื่้อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทย ยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไขหลักๆ 3 ด้าน ก็คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่สูงเกิน 90% ของจีดีพี จนทำให้กำลังซื้อของประชาชนยังเปราะบาง การบริโภคขยายตัวได้จำกัด
ขณะที่การลงทุนเอกชน ก็ยังต้องรอความชัดเจนจากนโยบายรัฐ และเสถียรภาพการเมือง ทำให้นักลงทุนส่วนหนึ่งยังชะลอการลงทุน และปัญหาที่สำคัญอีกด้านก็คือ การพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเดิมๆ อย่างท่องเที่ยว ส่งออก ส่วนอุตสาหกรรมใหม่ อย่างเช่น AI, Digital Economy, Green Industry กลับยังไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจได้
ดังนั้นการเติบโตของจีดีพีปี 2568 แม้จะขยายตัวได้ดีกว่าคาด แต่สำหรับแนวโน้มในปีนี้ บอกเลยว่าไม่ง่าย และ เศรษฐกิจจะฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือเสี่ยงหลุดต่ำกว่า 2% เป็นไปได้หมด โดยเฉพาะ 4 ตัวแปรที่เราต้องเกาะติด คือ 1. ดอกเบี้ยและสภาพคล่อง หากดอกเบี้ยเริ่มผ่อนคลาย จะช่วยลดภาระหนี้และหนุนการลงทุน 2. การส่งออก หากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปฟื้นตัว ก็จะช่วยหนุนการส่งออกในปีนี้ได้ 3. เสถียรภาพการเมือง และโยบายเศรษฐกิจ เพราะความชัดเจนด้านงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการกระตุ้น ล้วนเป็นปัจจัยชี้ขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุนและ 4. ความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน และความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย ภาพรวมจึงประเมินได้ว่า
เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ เพียงแต่อาจยังไม่เห็นแรงส่งที่ชัดเจน ว่าจะทำให้จีดีพีโตกลับไปโตระดับ 3–4% ได้ในระยะสั้นโตได้แต่ยังโตบนความเปราะบาง เพราะโครงสร้างไม่แข็งแกร่ง ซึ่งนี่คือโจทย์หลัก โจทย์ใหญ่ ที่รัฐบาลใหม่ต้องเดินหน้า
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Editing by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย










