
ชีวิตของคนไทยอยู่ในวังวนกับดักหนี้มายาวนาน สัดส่วน 1 ใน 3 ของคนไทยติดกับดักหนี้ ชักหน้าไม่ถึงหลัง อยู่ในระบบผ่อนจ่าย บ้าน รถ บัตรเครดิตร ทำให้อัตราหนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึง 88% ต่อGDP ถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน ตัวการฉุดรั้งจีดีพีของไทยให้โตต่ำสุดในอาเซียน
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัว ในบรรดาคนเป็นหนี้ สัดส่วน 69% เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ จากปะเภทสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้บ้านที่ยังมีมูลค่า ผลที่ตามมาคือคนไทย 1 ใน 5 มีหนี้เสีย รถและบ้าน ถูกยึดในปีที่ผ่านมาจำนวนมาก 2566 มีรถถูกยึดถึง 25,000-30,000 คันต่อเดือน
วิธีการยึดทรัพย์ เป็นเส้นทางสุดท้ายที่แบงก์ไม่ต้องการทำ และไม่ยั่งยืน เพราะทำให้ชีวิตลูกหนี้เหมือนถูกลดทอนศักดิ์ศรี ถูกตัดโอกาส ยังติดกับดักวงจรความจน หัวใจจึงอยู่ที่ การทำอย่างไรให้ไม่ลดทอนคุณค่ามนุษยธรรม ด้วยความจริงใจ ให้โอกาสต่อรองจนนาทีสุด
บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM จึงหาทางเยียวยาแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้กับคนไทยอย่างครบวงจร เปิด“ศูนย์เยียวยาสมานฉันท์ BAM Remedy Center (BRC)” ศูนย์กลางบริการลูกค้าที่ประสบปัญหาทางการเงิน และคนเป็นหนี้ทุกคน อย่างสันติวิธี ให้ความเป็นธรรม ตามหลัก UNGPs ที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนทางธุรกิจ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าที่บริหาร กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ผ่านมา หลังจากเข้าไปแก้ไขปัญหาบริหารสินทรัพย์ จัดการหนี้จึงได้สั่งสมวิธีการแก้ปัญหาหนี้ จนสามารถเป็นต้นแบบ ของการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือนปัญหาหลักของประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพิ่มเติมช่องว่างความเหลื่อมล้ำของประเทศ เพราะหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 30% แต่ของประเทศไทย แตะระดับถึง 80 – 90% ของ GDP
ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้ง ศูนย์เยียวยาสมานฉันท์ BAM Remedy Center ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศ ในการทำหน้าที่เยียวยาปรับโครงสร้างหนี้ ที่จะเป็นต้นแบบแห่งแรกที่จะออกแบบให้ประชาชนที่เป็นหนี้ให้เข้าถึงการให้คำปรึกษา การไกล่เกลี่ย การประเมินผลกระทบ ให้มีวิธีการเยียวยาปัญหาหนี้รอบด้าน อย่างยุติธรรมตามหลักมนุษยธรรม สอดคล้องกับหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) โดยเฉพาะด้านการเยียวยาที่ประชาชน สามารถตรวจสอบและเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิผล
โดยทางธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้ BAM มีบทบาทยกระดับการให้ความรู้ทางการเงินให้กับสังคม (Financial Social Literacy) นอกจากแก้ปัญหาหนี้แล้ว แต่ยังทำให้ประชาชนรู้จักจัดการเงิน ป้องกันปัญหาลุกลาม หยุดวงจรหนี้ที่จะมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต
“แก้มลิง” รองรับหนี้เสียสถาบันการเงิน ก่อนยึดทรัพย์
BAM ก่อตั้งมากว่า 26 ปี เป้าหมายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบบการเงินของไทย ในบทบาท “แก้มลิง” รองรับการบริหารจัดการหนี้เสีย ของสถาบันการการเงินของประเทศ ด้วยการรับซื้อรับโอนหนี้ด้วยการบริหารมืออาชีพ ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ทุกกลุ่มเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ยึดหลักมนุษยธรรม ทำให้ยังเป็นเจ้าของ หรือ ครอบครอง สินทรัพย์ ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ประกอบกิจการ กลับคืนไปด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรน
BAM ช่วยลูกหนี้มาแล้วกว่า 164,486 ราย รวมภาระหนี้กว่า 508,790 ล้านบาท โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน มีการปรับโครงสร้างหนี้กว่า 50,000 ราย จึงกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้โดยไม่สูญเสียทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกัน แม้กระทั่งลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงบ้านหลุด ได้ช่วยชะลอการบังคับคดีมีทางออกร่วมกันได้กว่า 22,204 รายทั่วประเทศ มูลค่าหนี้ 287,730 ล้านบาท ได้คืนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ถึง 14,259 ล้านบาท

ศูนย์ยุติข้อพยางค์ลูกหนี้ หรือ BAM Remedy Center ช่วยเพิ่มช่องทางร้องเรียนจากลูกค้า ให้คำปรึกษา แก้ปัญหา และส่งต่อข้อร้องเรียนอย่างเป็นระบบ ผ่านช่องทางหลากหลาย เช่น BAM Voice, BAM Connect มีเจ้าหน้าที่ช่วยคลี่คลายข้อพิพาทได้ตรงจุดและเป็นธรรม ช่วยลูกหนี้กลับมายืนหยัดใช้ชีวิตได้ตามเดิม โดยไม่เป็นภาระทางสังคม เป็นฐานรากโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศมั่นคง
“อัตราหนี้ครัวเรือนสะเทือนชีวิตของประชาชน และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ การตั้งศูนย์เยียวยา จึงเป็นการแก้ไัขปัญหาในเชิงโครงสร้าง ช่วยรักษา อาการป่วยไข้ ลดผลกระทบและความบอบช้ำเมื่อต้องเจอกับหนี้หลายก้อน ให้มีทางออกกลับมายืนได้อย่างแข็งแรง”
แผนงานต่อไป จึงต้องการช่วยเหลือประชาชนผ่านการการบริหารจัดการหนี้ ผ่านการพัฒนา “ระบบนิเวศ” ตัั้งศูนย์กลาง ให้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง สถาบันการเงินต่าง ๆ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืนในระดับชาติ
“การแก้ไขปัญหาหนี้ ต้องให้คำแนะนำ เพื่อเป็นพลังสร้างโอกาส หากร่วมกันเป็นทีมจากทุกภาคส่วน คืนกลับชีวิตที่มีความหวังชีวิต สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ประเทศข็งแรงขึ้น เพื่อให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ “ไปต่อได้” อย่างมั่นคงและยั่งยืน
สิ่งที่เราพยายามทำ ไม่ใช่เพียงการทำ CSR หรือ ESG แต่เป็นการ “ยื่นมือ” เข้าไปเติมเต็มจุดอ่อนในระบบ เพื่อสร้างสมดุลให้สังคมอีกครั้ง
“การดึงใครสักคนขึ้นมาจากความยากลำบาก เป็นการให้โอกาสเดินต่อบนเส้นทางชีวิตด้วยศักดิ์ศรี นี่คือหัวใจของ Social Impact ที่แท้จริง และคือภาพที่งดงามที่สุดของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ คาดหวังว่าความพยายามเล็ก จะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายองค์กรลุกขึ้นมาร่วมสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างจริงจังต่อไป เพราะการพัฒนาประเทศ คือวาระแห่งชาติที่ต้องการพลังจากทุกภาคส่วน

ดร.ธีรวีร์ พ่อค้า ผู้จัดการกลุ่มส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านธรรมาภิบาลและความยั่งยืน กล่าวว่า การทำESG ตั้งแต่กระบวนการภายในองค์กร (ESG in Process) จะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบกลยุทธ์ธุรกิจ ตามหลักด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล คำนึงถึงเข้าไปดูแลทรัพย์สิน ไปจนถึงความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ลูกหนี้ ลูกค้า หรือองค์กรพันธมิตร การดำเนินการจะต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกกับสังคม และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
“หลายคนยังติดภาพว่าเราเป็นองค์กรที่ “ยึดบ้าน–ยึดทรัพย์” แต่ในความจริง BAM บทบาทหลักของเราคือ “ผู้ฟื้นฟู” เราเป็นผู้รับทรัพย์ปลายทางจากกระบวนการบังคับคดี และก่อนถึงจุดนั้น จะทำทุกวิถีทางให้เจ้าของเดิมยังคงมีบ้าน มีที่อยู่อาศัย และกลับมาฟื้นตัวได้
“ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหนี้ของBAM ประชาชนทั่วไปที่มีปัญหาหนี้ครัวเรือน บัตรเครดิต หรือการเงินส่วนบุคคลก็มาปรึกษาได้ มีเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมให้คำแนะนำตลอดเวลา เพราะหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำมี “สิทธิ” ในการเป็นเจ้าของและต่อรองจนถึงขั้นสุดท้ายก่อนถึงจุดยึดทรัพย์”
ในมิติของ E – Environment เริ่มต้นจากการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ใช้พลังงานสะอาด ตรวจวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างเป็นระบบ และทำกิจกรรมเพื่อลดผลกระทบ เพื่อให้พันธมิตรเดินควบคู่กับองค์กรอย่างรับผิดชอบต่อโลกใบนี้
ด้าน S หรือ สังคม หลังจากได้รับทรัพย์จากกระบวนการบังคับคดีแล้ว ไม่เพียงจะต้องผ่านกระบวนการเยียวยา ยังต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนรอบข้างสินทรัพย์ จึงต้องทำหน้าที่เยียวยา และสร้างสุข ให้ในทุกดด้าน ตั้งแต่ ตรวจสุขภาพ ดูแลความปลอดภัย และฟื้นฟูชุมชน ทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นผู้มีส่วนได้เสีย(Stakeholders) ขององค์กร
ในอีกมิติหนึ่ง เรานำทรัพย์ที่เป็นที่ดินรกร้าง มอบให้ชุมชนร่วมพัฒนาร่วมกับ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง” เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น แมคคาเดเมีย หรือพืชท้องถิ่น แล้วนำผลผลิตไปแปรรูปเป็นสินค้าในอนาคต โดยมีตราแม่ฟ้าหลวงกำกับคุณภาพ เป็นอีกหนึ่งการสร้างคุณค่าร่วม (Value Creation) ที่เกิดจากทรัพย์ของ BAM นำไปสร้างประโยชน์กลับไปสู่ชุมชนอย่างแท้จริง ทำให้คนในพื้นที่มีรายได้ มีศักดิ์ศรี และเติบโตไปด้วยกัน
ในด้าน G Governance จะต้องมีความโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน และมีความยุติธรรมกับลูกค้า โดยเฉพาะลูกหนี้ที่กำลังเผชิญความยากลำบาก นโยบายชัดเจนมากไม่เริ่มต้นจากการยึดบ้าน แต่เริ่มต้นจากการ “เจรจาคุยก่อน” เสมอ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ หาทางออกร่วมกันจนถึงที่สุด หากลูกค้าไหวแค่ไหน เราจะพยายามปรับให้เข้ากับความสามารถของเขา